ถ้าพูดถึงเรื่อง "ความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ" หลายคนอาจรู้สึกว่ามันเป็นปัญหาใหญ่เกินตัว แก้ยาก และต้องรอภาครัฐดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว แต่งานสุขมาราธอน ครั้งที่ 2 ที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ณ สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ กลับบอกเราว่า มีคนกลุ่มหนึ่งลงมือแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ และผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าสนใจมาก
เมื่อรัฐคนเดียวไม่พอ ก็ต้องดึงทุกภาคส่วนมาร่วม
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) จัดงานภายใต้แนวคิด "SOOK CITY : เมืองสุขที่สร้างได้จริง จากความเหลื่อมล้ำ สู่การลงทุนเพื่อผลลัพธ์ของประเทศไทย" เพื่อสะท้อนความสำเร็จของการทำงานร่วมกันข้ามหน่วยงาน และผลักดันแนวคิดที่เรียกว่า Social Impact Partnership หรือ "ความร่วมมือที่เน้นผลลัพธ์ทางสังคม" ให้เป็นที่รู้จักและนำไปใช้จริงในระดับประเทศ
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ให้ข้อมูลว่า การพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป โดยอ้างอิงจากรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งพบว่าไทยยังมีคนจนอยู่ถึง 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ และคนกลุ่มนี้คือกลุ่มเปราะบางที่เข้าถึงบริการสุขภาพได้ยากที่สุด
5 ด้านที่โครงการต้นแบบมุ่งแก้ปัญหา
สสส. และ มสช. ได้ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการนวัตกรรมสังคมนำร่องใน 5 ด้านหลัก ได้แก่
- เด็กปฐมวัย — วางรากฐานพัฒนาการตั้งแต่ต้น
- สุขภาพจิตเยาวชน — รับมือปัญหาที่กำลังเป็นวิกฤตเงียบของสังคมไทย
- เด็กที่มีภาวะบกพร่องการเรียนรู้ — เปิดโอกาสให้เด็กกลุ่มพิเศษได้รับการดูแลที่เหมาะสม
- ผู้ป่วยโรค NCDs — หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน ที่คร่าชีวิตคนไทยจำนวนมาก
- ผู้ป่วยระยะท้าย — ดูแลให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีในช่วงเวลาสุดท้าย
ทั้ง 5 ด้านนี้ถูกเลือกมาไม่ใช่โดยบังเอิญ แต่เป็นปัญหาเรื้อรังที่ระบบสาธารณสุขกระแสหลักยังดูแลได้ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยหรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล
Pay for Success คืออะไร และทำไมถึงต่างจากการจ่ายงบแบบเดิม
หนึ่งในกลไกสำคัญที่ สสส. และ มสช. นำมาใช้คือแนวคิด Pay for Success ซึ่งฟังดูเป็นศัพท์เทคนิค แต่พี่สยามขอแปลให้เข้าใจง่ายๆ ว่า แทนที่จะจ่ายเงินตามรายการกิจกรรม (เช่น จัดอบรมกี่ครั้ง แจกเอกสารกี่ชุด) กลไกนี้จะ จ่ายตามผลลัพธ์จริงที่เกิดขึ้น เช่น เด็กมีพัฒนาการดีขึ้น ผู้ป่วยควบคุมโรคได้ หรือผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
นพ.พงศ์เทพ อธิบายว่า แนวทางนี้ช่วยเปลี่ยนจากการจัดสรรงบประมาณตามกิจกรรม ไปสู่การลงทุนที่เน้นสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ซึ่งนอกจากจะแก้ปัญหาสุขภาพของประชาชนได้ตรงจุดแล้ว ยังช่วยให้ภาคเอกชน ประชาสังคม และวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เข้ามามีบทบาทร่วมแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบมากขึ้นด้วย
ความรู้สึกของพี่สยามต่อข่าวนี้
พูดตรงๆ ว่าพี่สยามอ่านข่าวนี้แล้วรู้สึก "โล่งใจ" นิดหน่อย เพราะปกติเวลาได้ยินเรื่องโครงการสุขภาพของรัฐ มักจะนึกถึงงบประมาณที่หายไปกับการจัดสัมมนา หรือโครงการที่ทำแล้วไม่มีใครติดตามผล แต่ครั้งนี้มีการพูดถึง "ผลลัพธ์" อย่างชัดเจน มีการดึงภาคเอกชนและประชาสังคมเข้ามาร่วม และที่สำคัญ มีตัวเลขจาก สศช. มาสนับสนุนว่าปัญหานี้ใหญ่แค่ไหน ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ ก็ถือว่าน่าจับตามองมากเลย
กระทบคนไทยยังไง และใครได้ประโยชน์?
ถ้าโมเดล Social Impact Partnership นี้ขยายผลได้จริงในระดับประเทศ ผลลัพธ์ที่คนไทยจะได้รับมีหลายมิติ
- กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กยากจน ผู้ป่วยเรื้อรัง และผู้สูงอายุ จะเข้าถึงบริการสุขภาพที่เหมาะสมมากขึ้น โดยไม่ต้องรอระบบราชการที่บางครั้งใช้เวลานาน
- ภาคเอกชนและ Social Enterprise มีช่องทางนำทรัพยากรมาลงทุนในสังคมอย่างมีเป้าหมายชัดเจน ไม่ใช่แค่ CSR แบบแจกของแล้วจบ
- ระบบสาธารณสุขโดยรวม ได้พันธมิตรใหม่ที่ช่วยแบ่งเบาภาระ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่รัฐเข้าไม่ถึง
- ประชาชนทั่วไป ในระยะยาวอาจได้เห็นการลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ เพราะการป้องกันและดูแลตั้งแต่ต้นถูกกว่าการรักษาเมื่อป่วยหนักแล้วมาก
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป
แม้โครงการต้นแบบจะได้รับการชูว่า "ได้ผลจริง" แต่พี่สยามอยากให้ผู้อ่านทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองด้วยว่า ผลลัพธ์ที่วัดได้คืออะไร? วัดโดยใคร? และมีความโปร่งใสเพียงพอให้สาธารณชนตรวจสอบได้ไหม? เพราะนวัตกรรมทางสังคมที่ดีต้องการการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่นำมาโชว์ในงานแล้วจบ
นอกจากนี้ การขยายผลจากโครงการนำร่องไปสู่ระดับประเทศก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละพื้นที่มีบริบทที่ต่างกัน ต้องการการปรับแต่งโมเดลให้เข้ากับสภาพจริงในพื้นที่นั้นๆ ด้วย
สำหรับคนทั่วไปที่อยากมีส่วนร่วม อาจเริ่มจากการสนับสนุน Social Enterprise ในชุมชน หรือเฝ้าติดตามว่าโครงการเหล่านี้มีรายงานผลลัพธ์ออกมาให้ตรวจสอบได้จริงหรือไม่ เพราะการลงทุนเพื่อสังคมที่ดีต้องการสายตาของทุกคน ไม่ใช่แค่คนในวงการ
ความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ในวันเดียว แต่ถ้าทุกภาคส่วนเริ่มหันหน้ามาทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง โดยเน้นผลลัพธ์มากกว่าเน้นกิจกรรม พี่สยามเชื่อว่าคนไทย 3.43 ล้านคนที่ยังยากจนอยู่ มีโอกาสมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้แน่นอน





