ข่าวนี้อ่านแล้วหนักใจแทนครอบครัวมากเลยครับ ครูสาวคนหนึ่งออกมาร้องเรียนว่า สามีของเธอเดินเข้าโรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดราชบุรีด้วยอาการที่ฟังดูน่าเป็นห่วงมาก ทั้งแน่นหน้าอก ปวดแปลบร้าวไปที่แขน และเหงื่อออกมาก แต่กลับไม่ได้รับการตรวจ EKG (คลื่นไฟฟ้าหัวใจ) และสุดท้ายเขาก็เสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ กระทรวงสาธารณสุขรับเรื่องแล้ว และเริ่มเดินหน้าตรวจสอบเป็นที่เรียบร้อย
เกิดอะไรขึ้น? สรุปเหตุการณ์
เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษก สธ. ออกมาแถลงกรณีที่ครูสาวร้องเรียนแพทย์โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี โดยระบุว่าสามีของเธอได้แจ้งอาการแน่นหน้าอก ปวดแปลบร้าวไปที่แขน และเหงื่อออกมากกับแพทย์ แต่ไม่ได้รับการตรวจ EKG หรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในเวลาต่อมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
ตามรายงานของ Hfocus นพ.เอกชัยกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลกำกับสถานพยาบาลเอกชนโดยตรง เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงในส่วนของระบบบริการและการปฏิบัติตามกฎหมาย พร้อมระบุด้วยว่าหากพบประเด็นที่เกี่ยวกับมาตรฐานวิชาชีพหรือจริยธรรมของแพทย์ จะประสานงานให้ แพทยสภา พิจารณาต่อไปตามอำนาจหน้าที่
สธ. ย้ำ — ตรวจสอบโปร่งใส ไม่ด่วนสรุป
รองปลัด สธ. เน้นย้ำว่า การตรวจสอบครั้งนี้จะยึดหลักความโปร่งใสและหลักวิชาการ โดยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งครอบครัวผู้เสียชีวิต บุคลากรทางการแพทย์ และตัวโรงพยาบาล พร้อมระบุชัดว่าจะ ไม่ด่วนสรุป ก่อนการสอบสวนแล้วเสร็จ
"หากผลการตรวจสอบพบว่ามีข้อบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านระบบบริการหรือมาตรฐานวิชาชีพ ก็จะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งนำบทเรียนที่ได้รับไปปรับปรุงมาตรฐาน" — นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัด สธ.
นอกจากนี้ นพ.เอกชัยยังกล่าวถึงกรอบมาตรฐานที่โรงพยาบาลเอกชนทุกแห่งต้องปฏิบัติตาม ได้แก่ พระราชบัญญัติสถานพยาบาล ซึ่งครอบคลุมเรื่องระบบคุณภาพ ความปลอดภัยของผู้ป่วย การบริหารความเสี่ยง รวมถึงการกำกับดูแลให้บุคลากรทางการแพทย์ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพที่กำหนด
ถ้าเป็นเรา จะรู้ได้ยังไงว่าต้องรีบขอตรวจ?
ถ้าพี่สยามจะพูดตรงๆ เลย อาการที่ว่ามาในข่าวนี้ คือ แน่นหน้าอก ปวดร้าวไปที่แขน และเหงื่อออกมากโดยไม่มีเหตุผล นั่นคือสัญญาณเตือนคลาสสิกของ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ที่แพทย์ทั่วโลกได้รับการสอนให้ระวังตั้งแต่ปีหนึ่งของคณะแพทย์แล้ว การตรวจ EKG ในกรณีแบบนี้ถือเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่ควรทำโดยเร็ว
สิ่งที่อยากให้ทุกคนรู้และเอาไปใช้ได้เลยครับ:
- อาการเสี่ยงหัวใจที่ต้องบอกหมอให้ชัด: แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ปวดร้าวไปที่แขนซ้าย คอ หรือขากรรไกร เหงื่อออกมากผิดปกติ คลื่นไส้ โดยเฉพาะถ้าเกิดพร้อมกันหลายอาการ
- มีสิทธิ์ขอตรวจเพิ่ม: ถ้าบอกอาการแล้วรู้สึกว่าหมอยังไม่ได้ตรวจสิ่งที่ควรตรวจ เราสามารถถามหรือขอให้ตรวจเพิ่มได้ เช่น "ขอตรวจ EKG ได้ไหมครับ/ค่ะ" ไม่ใช่เรื่องที่ต้องอาย
- พาคนที่รักไปด้วย: การมีคนช่วยสื่อสารอาการและช่วยถามหมอ บางครั้งทำให้ได้รับการตรวจที่ครบถ้วนกว่า
- ถ้าอาการหนัก ไปห้องฉุกเฉินเลย: ไม่ต้องรอคิวปกติ แจ้งพยาบาลห้องฉุกเฉินว่ามีอาการแน่นหน้าอกและปวดร้าวที่แขน
กระทบคนไทยยังไง? มองภาพใหญ่กว่าแค่คดีนี้
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่กรณีของครอบครัวหนึ่งในราชบุรีครับ แต่มันสะท้อนคำถามที่หลายคนอาจเคยตั้งในใจว่า "เราจะมั่นใจได้แค่ไหนว่าเมื่อเจ็บป่วยแล้วจะได้รับการตรวจที่ถูกต้องและเพียงพอ?" โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชนที่ผู้ป่วยมักไม่มีเวลาพูดคุยกับแพทย์นานนัก
ผลลัพธ์ของการตรวจสอบครั้งนี้จึงสำคัญมาก เพราะถ้า สบส. พบข้อบกพร่องจริง และมีการดำเนินการอย่างโปร่งใส มันจะเป็นสัญญาณที่ดีให้โรงพยาบาลเอกชนทั่วประเทศหันมาทบทวนระบบการคัดกรองผู้ป่วยให้รัดกุมขึ้น แต่ถ้าเงียบหายไปโดยไม่มีคำอธิบาย ความเชื่อมั่นของประชาชนก็จะสั่นคลอนยิ่งขึ้น
กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดในเรื่องนี้คือ ผู้ป่วยที่ไม่รู้สิทธิของตัวเอง ไม่รู้ว่าสามารถขอตรวจเพิ่มได้ ไม่รู้ว่าอาการแบบไหนต้องเร่งด่วน และไม่รู้ว่าถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาจะร้องเรียนที่ไหน
จะร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือได้ที่ไหน?
หากพบปัญหาการให้บริการของสถานพยาบาลเอกชน สามารถร้องเรียนได้ที่:
- กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.): สายด่วน 1426
- สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.): ในพื้นที่ที่โรงพยาบาลตั้งอยู่
- แพทยสภา: กรณีเกี่ยวกับพฤติกรรมหรือจริยธรรมของแพทย์
ความสูญเสียของครอบครัวนี้ไม่มีอะไรชดเชยได้ครับ แต่ถ้าการร้องเรียนครั้งนี้นำไปสู่การปรับปรุงระบบที่ดีขึ้น อย่างน้อยก็อาจช่วยให้ครอบครัวอื่นไม่ต้องเจอเรื่องแบบเดียวกันอีก พี่สยามจะติดตามความคืบหน้าของการตรวจสอบครั้งนี้ต่อไป และหวังจริงๆ ว่าจะได้เห็นคำตอบที่ชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย





