ถ้าพูดชื่อ กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ คนที่โตมาในยุค 2000s น่าจะนึกหน้าออกทันที เพราะเขาคือหนึ่งในพิธีกรและดีเจระดับแถวหน้าของไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในหลายรายการดัง ทั้ง แฟนพันธุ์แท้, คนอวดผี บน Workpoint ไปจนถึงรายการวิทยุ EFM คู่กับมดดำ คชาภา
แต่แล้วเขาก็หายหน้าไปจากจอ ไม่มีใครรู้ว่าไปทำอะไร — จนกระทั่งกลับมาพร้อมร้านไอศกรีมเจลาโต้ชื่อ Parameter ที่สยามพารากอน ในราคาตั้งแต่ 159 ถึง 559 บาทต่อถ้วย 100 กรัม ซึ่งจุดกระแสถกเถียงเรื่องราคาและมายด์เซ็ตของผู้บริโภคไทยขึ้นมาอีกครั้ง
พี่สยามมองว่าเรื่องนี้มันไม่ได้น่าสนใจแค่ในแง่ข่าวดารา แต่มันพูดถึงเรื่องที่คนทำงานหลายคนอยากรู้มากกว่า นั่นคือ "แล้วคนเราเปลี่ยนเส้นทางอาชีพแบบนี้ได้จริงไหม? และถ้าจะทำ ต้องคิดยังไง?"
เมื่อ 'หน้ากล้อง' ไม่ใช่คำตอบตลอดไป
กฤษณ์เริ่มต้นในวงการบันเทิงตั้งแต่อายุ 14 ปี ผ่านการถ่ายแบบ แสดงละคร จนกลายเป็นพิธีกรและดีเจระดับที่เรียกได้ว่า "ลูกรักงานพูด" ในยุคนั้น แต่อย่างที่รู้กัน วงการบันเทิงมันหมุนเร็ว คนรุ่นใหม่มาเสมอ และบทบาทของคนรุ่นก่อนก็ค่อย ๆ เล็กลงตามธรรมชาติ

สิ่งที่เขาทำต่อจากนั้นน่าสนใจมาก คือ เขาไม่ได้ดิ้นรนอยู่กับจอ แต่เลือกถอยออกมาคิดใหม่อย่างเงียบ ๆ ถึงขั้นลบรูปในอินสตาแกรมออกเกลี้ยง แล้วไปเรียนพัฒนาสูตรไอศกรีมเจลาโต้จากต่างประเทศ ก่อนจะกลับมาเปิดร้านในทำเลพรีเมียมอย่างสยามพารากอน
นี่ไม่ใช่การ "หนี" จากวงการ แต่มันคือการ Pivot หรือการหมุนเส้นทางธุรกิจโดยยังใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น ชื่อเสียง เครือข่าย และความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร มาต่อยอดในอีกรูปแบบ
ทำไมคนดังหลายคนถึงหันมาทำ F&B?
ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา เราเห็นดารา นักร้อง พิธีกร นักกีฬา หันมาเปิดร้านอาหาร คาเฟ่ หรือแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มกันมากขึ้นเรื่อย ๆ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะ ธุรกิจ F&B (Food & Beverage) มีจุดแข็งที่น่าสนใจสำหรับคนที่มีฐานแฟนคลับหรือชื่อเสียงอยู่แล้ว
- ต้นทุนการตลาดต่ำกว่าปกติ — เพราะตัวเองคือแบรนด์แอมบาสเดอร์โดยธรรมชาติ
- สร้าง Recurring Revenue ได้ — ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำถ้าของดีและประสบการณ์ดี
- Tangible Product — ขายของจริง จับต้องได้ ต่างจากการขายภาพลักษณ์บนจอ
- ต่อยอดได้หลายช่องทาง — ทั้ง delivery, pop-up, franchise หรือแม้แต่ export
แต่ก็ต้องพูดตรง ๆ ว่า F&B เป็นธุรกิจที่ อัตราการล้มเหลวสูงมาก ข้อมูลจากสมาคมภัตตาคารไทยระบุว่าร้านอาหารส่วนใหญ่อยู่ได้ไม่เกิน 3 ปี ดังนั้นชื่อเสียงช่วยได้แค่ช่วงเริ่มต้น แต่คุณภาพสินค้าและการบริหารจัดการต้องแข็งแกร่งจริง ๆ

เรื่องราคาพรีเมียม: ของแพง = ของดีเสมอไหม?
ประเด็นที่ฮือฮามากคือราคา 159-559 บาทต่อถ้วย ซึ่งแพงกว่าไอศกรีมทั่วไปหลายเท่า และเจ้าของร้านก็ออกมาพูดเรื่อง "มายด์เซ็ตของคนไทย" ที่ทำให้โซเชียลถกเถียงกันใหญ่โต
พี่สยามเข้าใจทั้งสองฝั่งนะ — ฝั่งที่บอกว่า "ถ้าของดีจริง ราคาพรีเมียมก็สมเหตุสมผล" กับฝั่งที่บอกว่า "กำลังซื้อคนไทยไม่เท่ากัน อย่าพูดราวกับคนที่ไม่ซื้อคือมีมายด์เซ็ตแย่" มันไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่ในแง่ธุรกิจ การ Positioning สินค้าในตลาดพรีเมียม เป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้องสำหรับบางธุรกิจ เจลาโต้ต้นตำรับจากอิตาลีมีต้นทุนวัตถุดิบและกระบวนการผลิตที่ต่างจากไอศกรีมอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน การตั้งราคาสูงจึงไม่ใช่แค่ความโลภ แต่สะท้อน Cost Structure และ Brand Positioning ที่ตั้งใจไว้
สิ่งที่ผู้บริโภคควรถามตัวเองคือ "เราจ่ายเพื่ออะไร?" ถ้าคุณค่าที่ได้รับตรงกับราคา มันก็คุ้ม ถ้าไม่ตรง ก็แค่ไม่ซื้อ — ไม่จำเป็นต้องแปลว่าใครผิดใครถูก

บทเรียนจากการเปลี่ยนเส้นทางของคนที่ทำได้จริง
ถ้าจะสกัดสิ่งที่น่าเรียนรู้จากเส้นทางแบบนี้ พี่สยามมองว่ามีสัก 3 อย่างที่น่าจดไว้
1. หยุดเร็วกว่าที่โลกบังคับให้หยุด
กฤษณ์ไม่ได้รอให้งานหายไปหมดแล้วค่อยออก แต่เลือก Fade Out อย่างมีสติ ก่อนจะลุยงานเบื้องหลังและวางแผนธุรกิจใหม่ การรู้จักหยุดตั้งหลักในเวลาที่เหมาะสมมักให้ผลดีกว่าการดิ้นรนอยู่กับสิ่งที่กำลังจะหมดอายุ
2. ลงทุนกับความรู้ก่อนลงทุนกับร้าน
การไปเรียนพัฒนาสูตรเจลาโต้จากต่างประเทศก่อนเปิดร้าน แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้แค่ "เอาชื่อมาแขวน" แต่ลงทุนกับ Product Knowledge อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ธุรกิจ F&B พรีเมียมต้องการมากที่สุด
3. Personal Brand มีค่า แต่ต้องมีสินค้าที่ดีรองรับ
ชื่อเสียงช่วยให้คนอยากลอง แต่ถ้าของไม่ดี คนก็ไม่กลับมาซื้อซ้ำ — และในยุคโซเชียลมีเดีย ของไม่ดีแผ่กระจายเร็วกว่าของดีเสียอีก
มุมมองของพี่สยาม
จริง ๆ แล้วพี่สยามชื่นชมความกล้าในการเปลี่ยนเส้นทางแบบนี้นะ เพราะมันไม่ง่ายเลยที่จะทิ้งสิ่งที่เคยทำมาทั้งชีวิต แล้วไปเริ่มต้นใหม่ในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งที่คิดว่าน่าระวังคือ วิธีการสื่อสาร เพราะเรื่อง "มายด์เซ็ต" นั้นละเอียดอ่อน คนไทยมีความเป็นอยู่ที่หลากหลายมาก การพูดเรื่องนี้โดยไม่ระวังบริบทอาจทำให้ Message ที่ดีถูกมองข้ามไป
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นดาราที่กำลังคิดเปลี่ยนสาย หรือคนทำงานออฟฟิศที่อยากลองทำธุรกิจของตัวเอง — บทเรียนก็เหมือนกัน: ถ้าจะเปลี่ยน ต้องเตรียมตัวให้พร้อม เรียนรู้ก่อนลงทุน และอย่าลืมว่าความสำเร็จระยะยาวมันอยู่ที่คุณภาพ ไม่ใช่กระแส





