กัญชาและกระท่อม ไทยอนุญาตแค่ไหน ห้ามแค่ไหน?
หลายคนอาจยังงงอยู่เลยว่า กัญชาและกระท่อมในบ้านเรา "ถูกกฎหมาย" หรือ "ผิดกฎหมาย" กันแน่? คำตอบไม่ได้ขาวหรือดำขนาดนั้น มันอยู่ใน "โซนสีเทา" ที่มีเงื่อนไขเยอะพอสมควร และนั่นเองที่ทำให้เรื่องนี้ยังเป็นปัญหาอยู่จนถึงทุกวันนี้
ถ้าพี่สยามจะสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายที่สุด คือ ทั้งสองชนิดถูกปลดล็อกออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภท 5 ไปแล้ว แต่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายหลายฉบับ โดยเฉพาะเรื่องการนำเข้า-ส่งออก ซึ่งต้องมีใบอนุญาตอย่างถูกต้อง ไม่ใช่อยากทำก็ทำได้เลย
สถานะทางกฎหมายของกัญชาในไทย ณ ปัจจุบัน
กัญชา (Cannabis) ถูกปลดออกจากบัญชียาเสพติดตั้งแต่ปี 2565 แต่ในปี 2568 กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกำหนดให้ "ช่อดอกกัญชา" เป็น สมุนไพรควบคุม ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย นั่นหมายความว่า:
- การปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ส่วนตัวหรือทางการแพทย์ ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- การส่งออกช่อดอกกัญชาโดยไม่มีใบอนุญาต ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย
- การนำเข้า-ส่งออกเชิงพาณิชย์ ต้องผ่านกระบวนการศุลกากรที่ถูกต้องและสำแดงข้อมูลตามความเป็นจริง
- การใช้เพื่อนันทนาการ (Recreational Use) ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีข้อถกเถียงทางกฎหมายอยู่
สำคัญมากคือ แม้กัญชาจะไม่ใช่ยาเสพติดแล้ว แต่ ไม่ได้แปลว่าทำอะไรก็ได้ โดยเฉพาะในแง่การค้าข้ามพรมแดน ซึ่งยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวด
กระท่อม (Kratom) อนุญาตมากกว่า แต่ยังมีกรอบ
พืชกระท่อม (Mitragyna Speciosa) มีสถานะที่ "เปิดกว้าง" กว่ากัญชาเล็กน้อย โดยถูกปลดล็อกอย่างเต็มรูปแบบออกจากบัญชียาเสพติด ทำให้คนไทยสามารถปลูก เสพ และค้าขายในประเทศได้โดยไม่ต้องขออนุญาตพิเศษ แต่สำหรับ การนำเข้าจากต่างประเทศ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
การนำเข้าผงกระท่อมต้องปฏิบัติตามพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้องครบถ้วน หากผู้นำเข้าไม่ดำเนินพิธีการภายในเวลาที่กำหนด สินค้าจะกลายเป็น "ของตกค้าง" และถูกอายัดได้ตามมาตรา 107 แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 ทันที
ทำไมยังมีการลักลอบ ทั้งที่ "ถูกกฎหมาย" แล้ว?
นี่คือคำถามที่พี่สยามเองก็คิดเหมือนกัน ในเมื่อกัญชาและกระท่อมไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมายอย่างสมบูรณ์แล้ว ทำไมยังต้องลักลอบ? คำตอบมีหลายมิติ:
1. ตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการสูง
หลายประเทศในยุโรปและตะวันออกกลาง กัญชายังเป็นสิ่งผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด ราคาในตลาดมืดต่างประเทศจึงสูงกว่าราคาในไทยหลายเท่าตัว การลักลอบส่งออกแม้จะเสี่ยงสูง แต่กำไรก็สูงมากตามไปด้วย
2. ขั้นตอนการขออนุญาตยังซับซ้อน
แม้จะถูกกฎหมาย แต่กระบวนการขอใบอนุญาตส่งออกสมุนไพรควบคุมมีขั้นตอนหลายชั้น บางรายจึงเลือกทางลัดด้วยการสำแดงเท็จ แม้รู้ว่าผิดกฎหมาย
3. ช่องว่างทางกฎหมายในช่วงเปลี่ยนผ่าน
การเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายอย่างรวดเร็วทำให้บางส่วนของระบบกำกับดูแลยังตามไม่ทัน ขบวนการที่หากินกับช่องว่างเหล่านี้จึงยังพอมีช่องทางอยู่บ้าง
การสำแดงเท็จทางศุลกากร คืออะไร และอันตรายแค่ไหน?
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ควรรู้คือเรื่อง การสำแดงเท็จ (False Declaration) ซึ่งหมายถึงการแจ้งประเภทสินค้าในเอกสารศุลกากรไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น บอกว่าเป็น "ถุงมือยาง" หรือ "ปลอกหมอน" แต่ซุกซ่อนของอื่นไว้ข้างใน
การกระทำนี้มีโทษตามมาตรา 244 แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งอาจรวมถึงการริบของกลาง การปรับ และโทษจำคุก นอกจากนี้ยังอาจมีความผิดเพิ่มเติมตามกฎหมายสมุนไพรและยาเสพติดอีกด้วย
พี่สยามอยากบอกตรง ๆ ว่า เรื่องนี้ฟังดูห่างไกลจากชีวิตประจำวัน แต่ผลกระทบจริง ๆ มันตกอยู่กับคนไทยทุกคน ทั้งในแง่ภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาต่างชาติ และในแง่ความน่าเชื่อถือของนโยบายกัญชา-กระท่อมที่ยังอยู่ในช่วงสร้างความเข้าใจกับสังคม ถ้าการลักลอบยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง มันยิ่งทำให้คนมองว่านโยบายเหล่านี้มีปัญหา ทั้งที่จริง ๆ แล้วระบบที่ดีมันต้องอาศัยเวลาในการพิสูจน์ตัวเอง
ผลกระทบต่อคนไทยทั่วไป ที่ต้องรู้
ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง สิ่งที่ควรตระหนักจากเรื่องนี้มีดังนี้:
- ผู้ประกอบการสมุนไพรที่ถูกกฎหมาย ได้รับผลกระทบจากภาพลักษณ์ที่เสีย เพราะถูกมองรวมกับพวกลักลอบ ทั้งที่ทำถูกต้องทุกอย่าง
- ผู้บริโภคทั่วไป ที่ใช้กัญชาหรือกระท่อมเพื่อสุขภาพ ควรซื้อจากแหล่งที่ถูกกฎหมายและมีใบอนุญาตเท่านั้น เพราะสินค้าที่มาจากช่องทางไม่ชัดเจนอาจมีสิ่งปนเปื้อนหรือไม่ผ่านมาตรฐาน
- นักลงทุนในธุรกิจสมุนไพร ควรศึกษากฎหมายให้ละเอียดก่อนลงทุน เพราะระเบียบยังมีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง
- ผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศ ต้องระวังอย่างมาก เพราะการพกกัญชาหรือกระท่อมออกนอกประเทศ แม้จะถูกกฎหมายในไทย แต่อาจผิดกฎหมายในประเทศปลายทาง
ถ้าจะใช้กัญชาหรือกระท่อมอย่างถูกต้อง ต้องทำอะไรบ้าง?
พี่สยามไม่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านการใช้ แต่ถ้าคุณต้องการใช้ภายในกรอบกฎหมาย นี่คือสิ่งที่ควรรู้:
- ซื้อจากร้านที่ได้รับอนุญาตและมีป้ายแสดงใบอนุญาตชัดเจน
- ไม่พกติดตัวข้ามแดน ไม่ว่าจะในปริมาณน้อยแค่ไหน
- ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะถ้ามียาประจำอยู่แล้ว
- ติดตามข่าวสารกฎหมายอย่างสม่ำเสมอ เพราะระเบียบยังอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยน
สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออกสมุนไพร ควรติดต่อกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อขอข้อมูลการขอใบอนุญาตที่ถูกต้อง ก่อนที่จะลงทุนใด ๆ ทั้งสิ้น
โลกของสมุนไพรไทยมีโอกาสมหาศาล แต่ก็มีกับดักทางกฎหมายที่พลาดพลั้งไม่ได้เช่นกัน รู้ให้ดีก่อน แล้วค่อยก้าวไปอย่างมั่นใจ





