เกษตรกรยุคใหม่ไม่เดาสุ่มอีกแล้ว: เมื่อ DATA และนวัตกรรมเปลี่ยนผืนดินแย่ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ระดับอาเซียน

พี่สยาม
พี่สยาม
ไลฟ์สไตล์
ขนาดตัวอักษร
เกษตรกรยุคใหม่ไม่เดาสุ่มอีกแล้ว: เมื่อ DATA และนวัตกรรมเปลี่ยนผืนดินแย่ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ระดับอาเซียน

ถ้าพูดถึงภาพเกษตรกรไทยในหัวพี่ ส่วนใหญ่คงนึกถึงลุงป้าที่ออกไร่แต่เช้า อาศัยประสบการณ์และสัญชาตญาณในการตัดสินใจ บางทีก็ดูดาว ดูฟ้า ดูเมฆ แล้วก็ลุ้นกันไป แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างเงียบๆ และเร็วกว่าที่หลายคนคิด

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะนักศึกษาโครงการอบรมเพิ่มองค์ความรู้สื่อมวลชน รุ่นที่ 3 (ลกส.3) จากสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ดูงานที่ "คูโบต้าฟาร์ม" จังหวัดชลบุรี บนพื้นที่กว่า 220 ไร่ และสิ่งที่พบนั้นไม่ธรรมดาเลย ตามรายงานของฐานเศรษฐกิจ

จากดินทรายที่ไม่มีใครอยากแตะ สู่แหล่งเรียนรู้ระดับอาเซียน

วิทยากรประจำฟาร์มเล่าว่า ก่อนปี 2560 พื้นที่ตรงนี้ไม่ต่างอะไรจากที่ดินร้าง เป็นดินทรายคุณภาพต่ำที่มีอินทรียวัตถุ (สารอาหารในดินที่มาจากซากพืชซากสัตว์) เหลืออยู่เพียงแค่ 0.4% เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมากสำหรับการเพาะปลูก ชาวบ้านในแถบนั้นจึงเลือกปลูกแค่ยูคาลิปตัสหรือมันสำปะหลัง เพราะทนทาน ดูแลง่าย และที่สำคัญคือ "ไม่ต้องพะวงเรื่องดินเลย"

แต่วันนี้ผืนดินเดิมนั้นกลายเป็น สนามทดลองจริง ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเกษตรกรไทยไม่จำเป็นต้องพึ่งความเคยชินหรือการเดาสุ่มอีกต่อไปแล้ว

DATA คือหัวใจของเกษตรกรรุ่นใหม่

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดคือ กระบวนการตัดสินใจ ทุกขั้นตอนในฟาร์มยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการหว่านเมล็ด การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย ไปจนถึงการเก็บผลผลิต ล้วนอ้างอิงจาก DATA หรือข้อมูลที่รวบรวมจากเซ็นเซอร์และระบบต่างๆ ในพื้นที่ โดยเกษตรกรสามารถดูผลและควบคุมได้ผ่านมือถือแบบเรียลไทม์

"นั่นคือความต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างเกษตรกรรุ่นพ่อกับเกษตรกรรุ่นใหม่" — วิทยากรคูโบต้าฟาร์ม

คณะนักศึกษาโครงการอบรมเพิ่มองค์ความรู้สื่อมวลชน เรื่อง กระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อหลังโลกาภิวัตน์ รุ่นที่ 3 (ลกส.3) จากสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ลงพื้นที่ดูงานนวัตกรรมใหม่ๆของเกษตรกรยุคใหม่ใน "คูโบต้าฟาร์ม" จังหวัดชลบุรี
ภาพ: www.thansettakij.com

พี่ฟังแล้วก็นึกถึงพ่อของตัวเองที่เคยทำสวนอยู่ต่างจังหวัด สมัยก่อนต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ไปดูว่าดินชื้นหรือเปล่า เดาจากสีฟ้าว่าวันนี้ฝนจะตกไหม แต่ถ้ามีระบบแบบนี้ตั้งแต่ตอนนั้น ชีวิตคงเบาขึ้นมาก และที่สำคัญคือผลผลิตน่าจะสม่ำเสมอกว่านี้แน่ๆ

กระทบใครบ้าง และคนไทยได้อะไรจากเรื่องนี้

เรื่องนี้ไม่ได้สำคัญแค่กับคนทำเกษตร แต่กระทบเราทุกคนในฐานะผู้บริโภค ลองคิดดูว่า

  • เกษตรกร ที่เข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้จะลดต้นทุนค่าแรง ค่าน้ำ และค่าปุ๋ยได้มาก เพราะไม่ต้องเดาอีกต่อไป ใส่ปุ๋ยเฉพาะตอนที่ดินต้องการจริงๆ ให้น้ำเฉพาะเมื่อความชื้นต่ำกว่าเกณฑ์
  • ผู้บริโภค อย่างเราๆ ก็น่าจะได้รับสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพสม่ำเสมอมากขึ้น และในระยะยาวอาจช่วยควบคุมราคาพืชผักให้เสถียรขึ้นได้
  • สิ่งแวดล้อม ได้ประโยชน์โดยตรงด้วย เพราะการใช้น้ำและปุ๋ยที่แม่นยำหมายถึงของเสียที่ไหลลงแหล่งน้ำน้อยลง และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรก็ลดลงตามไปด้วย

แต่ก็มีเรื่องที่ต้องระวัง

พี่อยากพูดตรงๆ ว่าเรื่องนี้ฟังดูดีมาก แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องคิดถึง

  • ต้นทุนการเริ่มต้น สูง อุปกรณ์เซ็นเซอร์ ระบบชลประทานอัตโนมัติ และซอฟต์แวร์จัดการข้อมูลล้วนมีราคา เกษตรกรรายย่อยที่ถือที่ดินไม่กี่ไร่อาจเข้าถึงได้ยาก
  • ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ยังเป็นปัญหาจริง เกษตรกรสูงอายุหรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เสถียร อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่รู้ตัว
  • การพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป ถ้าระบบล่มหรือเซ็นเซอร์พัง กระบวนการทั้งหมดอาจสะดุด ดังนั้นความรู้พื้นฐานแบบเดิมก็ยังจำเป็น

ถ้าอยากเริ่มต้น ทำยังไงได้บ้าง

สำหรับใครที่สนใจอยากนำแนวคิดนี้ไปใช้ พี่ขอแนะนำแบบตรงๆ ว่าไม่จำเป็นต้องลงทุนหนักในครั้งเดียว

  • เริ่มจาก ศึกษาดูงาน ฟาร์มสาธิตต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ หลายแห่งเปิดให้เข้าชมฟรีหรือค่าใช้จ่ายน้อยมาก
  • ลองใช้ แอปพลิเคชันพยากรณ์อากาศเกษตร ที่กรมอุตุนิยมวิทยาและกรมส่งเสริมการเกษตรพัฒนาไว้ ซึ่งฟรีและใช้ง่าย
  • หาข้อมูลโครงการสนับสนุนจาก ภาครัฐและเอกชน ที่มักมีโครงการนำร่องให้เกษตรกรได้ทดลองใช้เทคโนโลยีในราคาที่จับต้องได้

คูโบต้าฟาร์มในชลบุรีอาจเป็นแค่จุดเล็กๆ จุดหนึ่งบนแผนที่ประเทศไทย แต่มันคือหลักฐานที่จับต้องได้ว่า "เกษตรกรรมไทยเปลี่ยนได้" ถ้าเราให้โอกาสและเครื่องมือที่ใช่กับคนที่ใช่

พี่หวังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 220 ไร่นั้นจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ในชลบุรี แต่จะกระจายออกไปถึงมือเกษตรกรไทยทุกคนที่ยังนั่งเดาดินเดาฟ้าอยู่ทุกเช้า เพราะพวกเขาไม่ควรต้องทำงานหนักไปมากกว่านี้อีกแล้ว

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook