แพทย์ทำคลอดรับรองได้แค่ 'แม่กับลูก' — เลขาฯ แพทยสภา ชี้ชัด ใครเป็นพ่อไม่ใช่หน้าที่หมอ

พี่สยาม
พี่สยาม
สุขภาพ
ขนาดตัวอักษร
แพทย์ทำคลอดรับรองได้แค่ 'แม่กับลูก' — เลขาฯ แพทยสภา ชี้ชัด ใครเป็นพ่อไม่ใช่หน้าที่หมอ

ถ้าพี่สยามเจอข่าวนี้ตอนเช้า บอกเลยว่า ต้องอ่านซ้ำสองรอบ เพราะมันเป็นเรื่องที่ดูเหมือนเข้าใจง่าย แต่จริงๆ แล้วมีความสับสนฝังลึกในสังคมไทยมานานพอสมควร นั่นคือ เวลาหมอเซ็นหนังสือรับรองการเกิด คนส่วนใหญ่มักคิดว่า หมอ "รับรองทุกอย่าง" รวมถึงว่าใครคือพ่อของเด็ก แต่ที่จริงแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย

จุดเริ่มต้นของประเด็น — ขบวนการ 'พ่อทิพย์'

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อชี้แจงกรณีที่สังคมกำลังให้ความสนใจ นั่นคือขบวนการนำชายไทยไปจดทะเบียนรับรองบุตรของหญิงต่างชาติ ทั้งที่ชายเหล่านั้นอาจไม่ใช่บิดาที่แท้จริงของเด็ก ซึ่งสังคมเรียกกันว่ากรณี "พ่อทิพย์"

ประเด็นที่ตามมาคือ มีการตั้งคำถามว่าแพทย์หรือผู้ทำคลอดควรมีหน้าที่รับรองหรือตรวจสอบความเป็นบิดาด้วยหรือไม่ ซึ่ง นพ.อิทธพร ออกมาตอบคำถามนี้อย่างตรงไปตรงมา

หมอรับรองได้แค่ไหน — ขีดเส้นให้ชัด

นพ.อิทธพร อธิบายว่า ในกระบวนการคลอด ผู้ทำคลอดสามารถรับรู้ข้อเท็จจริงได้โดยตรงเพียงสองฝ่าย คือ หญิงผู้คลอด และ เด็กที่เกิดจากหญิงคนนั้น เท่านั้น

สิ่งที่แพทย์หรือผู้ทำคลอดยืนยันได้มีดังนี้

  • หญิงรายใดเป็นผู้คลอดบุตร
  • เด็กคนใดเกิดจากหญิงรายนั้น
  • วัน เวลา และสถานที่เกิด

เพราะทั้งหมดนี้เกิดขึ้นต่อหน้าและมีการบันทึกผ่านกระบวนการทางการแพทย์อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่แพทย์ ไม่อาจ ยืนยันได้คือ ชายคนใดคือบิดาทางสายเลือดของเด็ก เพราะเหตุการณ์การคลอดไม่ได้บอกเรื่องนี้ไว้เลย

หนังสือรับรองการเกิด ≠ หลักฐานพิสูจน์ความเป็นพ่อ

อีกเรื่องที่หลายคนอาจเข้าใจผิดมาตลอดคือ หนังสือรับรองการเกิด หรือที่เรียกทางราชการว่า แบบ ท.ร.๑/๑ นั้น มีขึ้นเพื่อรับรองข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ "การเกิด" เท่านั้น ไม่ใช่เอกสารพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม

"แม้ในเอกสารอาจมีชื่อบุคคลที่แจ้งว่าเป็นบิดา ก็ไม่ควรตีความว่าแพทย์หรือผู้ทำคลอดได้ยืนยันว่าบุคคลนั้นเป็นบิดาทางสายเลือด หรือเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย" — พล.อ.อ.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา

พูดง่ายๆ คือ ลายมือชื่อหมอบนใบรับรองการเกิด ไม่ได้แปลว่าหมอการันตีว่าคนที่เขียนชื่อว่าเป็นพ่อนั้นคือพ่อจริงๆ

แล้วจะพิสูจน์ว่าใครคือพ่อได้ยังไง

นพ.อิทธพร ชี้ว่าการพิสูจน์ความเป็นบิดาต้องแยกออกเป็นสองส่วน

  • บิดาทางชีวภาพ — ต้องอาศัยการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) หรือพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง
  • บิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย — ต้องผ่านกระบวนการจดทะเบียนตามกฎหมาย หรือมีคำพิพากษาของศาลรับรอง

ดังนั้น การผลักภาระให้แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้ตรวจสอบหรือรับรองความเป็นบิดา จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องทั้งในแง่หลักการและความเป็นจริง

กระทบคนไทยอย่างไร — มองให้กว้างกว่าแค่ข่าว

พี่สยามคิดว่าเรื่องนี้สำคัญกว่าที่หลายคนมองไว้ เพราะมันไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องขบวนการพ่อทิพย์เท่านั้น แต่มันสะท้อนถึงความเข้าใจผิดเรื่องบทบาทของบุคลากรทางการแพทย์ที่ฝังอยู่ในสังคมไทยมานาน

หากในอนาคตมีการผลักดันให้แพทย์ต้องรับผิดชอบการตรวจสอบความเป็นบิดาด้วย นั่นหมายถึงภาระงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งที่ห้องคลอดหลายแห่งในประเทศไทยก็แออัดและขาดแคลนบุคลากรอยู่แล้ว ในขณะที่เรื่องนี้ควรเป็นหน้าที่ของกระบวนการทางทะเบียนและกฎหมายอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ในแง่ของสิทธิเด็ก ความสับสนเรื่องนี้อาจส่งผลต่อการได้รับสัญชาติ สิทธิการรับมรดก และสวัสดิการต่างๆ ของเด็กที่เกิดมาในกรณีพิพาท ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ควรได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นระบบ

สิ่งที่ประชาชนควรรู้ไว้

ถ้าคุณหรือคนรอบข้างอยู่ในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการรับรองบุตรหรือมีข้อพิพาทเรื่องความเป็นบิดา มีข้อควรรู้ดังนี้

  • หนังสือรับรองการเกิดจากโรงพยาบาลไม่ใช่หลักฐานพิสูจน์ว่าใครคือพ่อ
  • การพิสูจน์ความเป็นบิดาทางชีวภาพต้องตรวจ DNA เท่านั้น
  • การรับรองบุตรทางกฎหมายต้องผ่านกระบวนการทะเบียนหรือคำสั่งศาล
  • หากพบเบาะแสขบวนการจดทะเบียนรับรองบุตรโดยมิชอบ สามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ โดยไม่ต้องรอให้แพทย์เป็นผู้จัดการ เพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์

เรื่องนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า สังคมไทยยังต้องการความรู้ความเข้าใจเรื่องกระบวนการทางกฎหมายและทางการแพทย์ที่ชัดเจนมากขึ้น และการแยกหน้าที่ระหว่างสองกระบวนการนี้ออกจากกันให้ชัดเจน จะช่วยป้องกันปัญหาและความสับสนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้มาก

ขอบคุณที่ นพ.อิทธพร ออกมาพูดเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพราะถ้าปล่อยให้ความเข้าใจผิดนี้ลอยอยู่ในสังคมต่อไป สุดท้ายคนที่เสียประโยชน์มากที่สุดอาจเป็นเด็กๆ ที่ไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องของผู้ใหญ่เลยสักนิด

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook