จีนโต้สหรัฐฯ หลังแซงก์ชัน Hengli Petrochemical — เมื่อสงครามการค้ายกระดับมาถึงน้ำมันอิหร่าน

พี่สยาม
พี่สยาม
การเมือง
ขนาดตัวอักษร
จีนโต้สหรัฐฯ หลังแซงก์ชัน Hengli Petrochemical — เมื่อสงครามการค้ายกระดับมาถึงน้ำมันอิหร่าน

เมื่อโรงกลั่นน้ำมันกลายเป็นสมรภูมิสงครามเศรษฐกิจ

เช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ Hengli Petrochemical (เหิงลี่ ปิโตรเคมี) บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ ร่วงหนักอย่างไม่คาดคิด หลังจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (U.S. Department of Treasury) ประกาศมาตรการคว่ำบาตร หรือที่รู้จักกันในชื่อ "แซงก์ชัน" (Sanctions) ต่อหน่วยธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทแห่งนี้ โดยให้เหตุผลว่า Hengli มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นการสนับสนุนกองทัพของอิหร่านโดยอ้อม

โรงกลั่นแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะฉางซิง (Changxing Island) ในเมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน และถูกจัดประเภทเป็น "Teapot Refinery" (โรงกลั่นกาน้ำชา) — คำเรียกเฉพาะในวงการพลังงานที่ใช้เรียกโรงกลั่นน้ำมันขนาดกลางถึงใหญ่ของจีนที่ดำเนินการอิสระ ไม่ใช่ของรัฐโดยตรง แต่มักมีกำลังการกลั่นสูงมากและรับน้ำมันดิบจากหลายแหล่งทั่วโลก รวมถึงแหล่งที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

ทำไมสหรัฐฯ ถึงเล็ง Hengli?

ตามรายงานของ Nikkei Asia กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เชื่อว่า Hengli เป็นหนึ่งในโรงกลั่นน้ำมันดิบจากอิหร่านรายใหญ่ที่สุดในจีน การซื้อน้ำมันดิบอิหร่านในปริมาณมหาศาลถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรการแซงก์ชันที่สหรัฐฯ บังคับใช้กับอิหร่านมาตั้งแต่ยุคที่ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ในปี 2018

สหรัฐฯ มีกฎหมายที่เรียกว่า Secondary Sanctions (มาตรการคว่ำบาตรทุติยภูมิ) ซึ่งหมายความว่า แม้บริษัทนั้นจะไม่ใช่บริษัทอเมริกัน แต่ถ้าทำธุรกิจกับประเทศหรือองค์กรที่ถูกสหรัฐฯ แบนอยู่ ก็ยังอาจโดนลงโทษได้ — นี่คือเครื่องมือที่ทรงพลังมากในมือของวอชิงตัน และเป็นสาเหตุที่บริษัทจากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย ต้องระวังเป็นพิเศษ

จีนโต้กลับทันที — ก่อนซัมมิตผู้นำแค่ 3 สัปดาห์

สิ่งที่น่าสังเกตและทำให้เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกไม่ใช่แค่ตัวมาตรการแซงก์ชันเอง แต่เป็น จังหวะเวลา ที่สหรัฐฯ เลือกประกาศ เพราะห่างจากการประชุมซัมมิตระหว่างผู้นำสองมหาอำนาจเพียงไม่ถึง 3 สัปดาห์ ทำให้ปักกิ่งออกมาประณามอย่างรวดเร็ว โดยระบุว่าสหรัฐฯ กำลัง "ใช้มาตรการแซงก์ชันในทางที่ผิด" (Misuse of Sanctions) และเรียกการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในและละเมิดกฎการค้าระหว่างประเทศ

จีนย้ำจุดยืนเดิมที่ถือมาโดยตลอดว่า การค้าพลังงานระหว่างจีนกับอิหร่านเป็นความสัมพันธ์ทวิภาคีตามกฎหมายระหว่างประเทศ และสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจมาบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศของตัวเองกับบริษัทจากประเทศที่สาม

"การใช้มาตรการแซงก์ชันเป็นเครื่องมือกดดันฝ่ายเดียวเช่นนี้ ถือเป็นการบิดเบือนระเบียบการค้าโลก และจีนจะปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ที่ชอบธรรมของบริษัทจีนอย่างแน่วแน่" — กระทรวงการต่างประเทศจีน

ราคาหุ้น Hengli ดิ่งหนัก — นักลงทุนตื่นตระหนก

ผลที่เห็นได้ชัดที่สุดในทันทีคือราคาหุ้นของ Hengli Petrochemical ที่ร่วงลงอย่างรวดเร็วในวันจันทร์ สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนกังวลอย่างมากเกี่ยวกับอนาคตของบริษัท เพราะมาตรการแซงก์ชันของสหรัฐฯ มีผลจริงในทางปฏิบัติหลายอย่าง เช่น

  • บริษัทที่ถูกแซงก์ชันอาจถูกตัดออกจากระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ เช่น SWIFT
  • สถาบันการเงินทั่วโลกจะหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมกับบริษัทเหล่านี้เพื่อไม่ให้ตัวเองโดนลงโทษตามมา
  • คู่ค้าและซัพพลายเออร์จากต่างประเทศอาจถอนตัวออกไปเพื่อลดความเสี่ยง
  • การนำเข้าเทคโนโลยีและอุปกรณ์จากตะวันตกจะยากขึ้นมาก

แม้จีนจะมีระบบการเงินภายในประเทศและพยายามพัฒนาทางเลือกนอกระบบดอลลาร์ (De-dollarization) มาสักระยะแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ ผลกระทบจากแซงก์ชันก็ยังคงรุนแรงและสร้างความไม่แน่นอนให้กับธุรกิจอยู่มาก

แล้วคนไทยเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้?

อาจมีคนถามว่า เรื่องโรงกลั่นน้ำมันในจีนกับการแซงก์ชันของสหรัฐฯ มันเกี่ยวอะไรกับเราที่นั่งอยู่ในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด? พี่สยามว่าเกี่ยวพอสมควร และขอแยกอธิบายเป็นสองมิติ

มิติที่ 1: ราคาพลังงาน

ไทยเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานเป็นหลัก โดยเฉพาะน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันในไทยผูกติดอยู่กับราคาตลาดโลกโดยตรง เมื่อความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน-อิหร่านเพิ่มสูงขึ้น มักนำมาซึ่งความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แม้ครั้งนี้ผลกระทบทันทีอาจไม่รุนแรงนัก แต่ถ้าความตึงเครียดยืดเยื้อและลุกลาม อาจส่งผลต่อราคาน้ำมันที่ปั๊มในบ้านเราได้ในระยะยาว

มิติที่ 2: ธุรกิจไทยที่เกี่ยวข้องกับจีนและสหรัฐฯ

บริษัทไทยหลายแห่ง โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ปิโตรเคมี และการค้า มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับทั้งจีนและสหรัฐฯ การที่มาตรการแซงก์ชันของสหรัฐฯ มีขอบเขตกว้างขึ้นเรื่อยๆ หมายความว่า บริษัทไทยที่ทำธุรกรรมกับบริษัทจีนที่อาจถูกแซงก์ชันในอนาคต ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะมีความเสี่ยงที่จะโดนผลกระทบตาม (Knock-on Effect) ได้

นอกจากนี้ สำหรับนักลงทุนไทยที่ลงทุนในกองทุนที่มีหุ้นจีนเป็นส่วนประกอบ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ก็ควรติดตามข่าวความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะความผันผวนจะส่งผลต่อมูลค่าพอร์ตได้

มุมมองของพี่สยาม: เมื่อ "กฎ" ของมหาอำนาจกลายเป็นอาวุธ

พูดตรงๆ นะ เรื่องนี้ทำให้พี่สยามรู้สึกหนักใจในฐานะคนที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจโลกมาพักใหญ่ ไม่ใช่เรื่องว่าใครถูกใครผิดระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่มันสะท้อนภาพที่ชัดมากว่า ระบบเศรษฐกิจโลกกำลังแบ่งขั้วมากขึ้นเรื่อยๆ และประเทศเล็กๆ อย่างเราแทบไม่มีอำนาจในการกำหนดกติกาอะไรเลย

ถ้าเป็นพี่สยามนั่งอยู่ในห้องประชุมบอร์ดบริษัทไทยที่ทำธุรกิจระหว่างประเทศ คงเป็นกังวลมากกับสถานการณ์แบบนี้ เพราะมาตรการแซงก์ชันของสหรัฐฯ มัน "ลุกลาม" ได้ บางทีบริษัทเราไม่ได้ทำอะไรผิด แต่แค่ทำธุรกิจกับบริษัทที่โดนแซงก์ชันก็อาจถูกดึงเข้าไปอยู่ในวงปัญหาได้โดยไม่ตั้งใจ

สัญญาณเตือนสำหรับนักธุรกิจและนักลงทุนไทย

พี่สยามอยากฝากข้อสังเกตและคำแนะนำเชิงป้องกันไว้ด้วย เผื่อจะเป็นประโยชน์

  • ตรวจสอบ Sanctions List เป็นประจำ: กระทรวงการคลังสหรัฐฯ มีรายชื่อที่เรียกว่า OFAC SDN List (Specially Designated Nationals) อัปเดตอยู่เสมอ บริษัทที่ทำธุรกิจระหว่างประเทศควรมีกระบวนการตรวจสอบคู่ค้า (Due Diligence) กับรายชื่อนี้เป็นประจำ
  • ระวังการทำธุรกรรมผ่านดอลลาร์สหรัฐฯ: การชำระเงินผ่านสกุลเงินดอลลาร์จะอยู่ในระบบที่สหรัฐฯ มีอำนาจกำกับดูแล แม้จะเป็นการค้าระหว่างไทยกับจีนก็ตาม
  • ปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายด้านการค้าระหว่างประเทศ: สำหรับบริษัทที่มีการค้าขายกับประเทศที่อยู่ในสายตาของสหรัฐฯ เช่น อิหร่าน รัสเซีย เกาหลีเหนือ ควรมีความเห็นทางกฎหมายรองรับ
  • กระจายความเสี่ยงคู่ค้า: ไม่ควรพึ่งพาซัพพลายเชนจากแหล่งใดแหล่งเดียวมากเกินไป

ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร?

เรื่องนี้ยังไม่จบแค่นี้แน่นอน ต้องจับตาดูว่าการประชุมซัมมิตผู้นำสหรัฐฯ-จีนที่กำลังจะมาถึงจะมีการหยิบยกเรื่อง Hengli และมาตรการแซงก์ชันมาเจรจากันหรือเปล่า และจีนจะตอบโต้กลับในรูปแบบใด ซึ่งในอดีตมักจะมีมาตรการที่เป็น "ลูกกระสุนสวน" ตามมาในรูปแบบต่างๆ เช่น การจำกัดการส่งออกสินค้าวัตถุดิบบางประเภทที่สหรัฐฯ พึ่งพาอยู่

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพัฒนาของเรื่องนี้ ติดตามได้จาก Nikkei Asia, Reuters และ Bloomberg ที่ครอบคลุมข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ-จีนอย่างละเอียดและต่อเนื่อง

สุดท้าย พี่สยามอยากบอกว่า ในโลกที่ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจผันผวนอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ การ "รู้ทัน" และ "เตรียมรับมือ" ได้ก่อน คือสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับทั้งนักธุรกิจ นักลงทุน และแม้แต่คนธรรมดาอย่างพวกเรา 🙏

ขอบคุณข้อมูล: Nikkei Asia Tech

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook

บทความที่เกี่ยวข้อง