มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านของทรัมป์ กำลังบีบโรงกลั่นเล็กของจีนให้ลำบาก

พี่สยาม
พี่สยาม
เศรษฐกิจ
ขนาดตัวอักษร
มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านของทรัมป์ กำลังบีบโรงกลั่นเล็กของจีนให้ลำบาก

เมื่อส่วนลดน้ำมันราคาถูกเริ่มหายไป

ลองนึกภาพว่าคุณเคยซื้อของในราคาพิเศษมาตลอด แล้ววันหนึ่งส่วนลดนั้นก็เริ่มหดหายไป นั่นแหละคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับโรงกลั่นน้ำมันอิสระขนาดเล็กของจีน หรือที่เรียกกันในวงการว่า Teapot Refiner พอสหรัฐฯ ประกาศผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านชั่วคราว สมการที่โรงกลั่นพวกนี้เคยใช้ทำกำไรก็เริ่มพังทลายลงอย่างช้าๆ

ตามรายงานจากสื่อธุรกิจระดับโลกอย่าง Nikkei Asia ที่รายงานจากเซี่ยงไฮ้และโตเกียว การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านของรัฐบาลทรัมป์แบบชั่วคราวนี้ กำลังส่งผลกระทบแบบที่หลายคนอาจไม่ได้นึกถึง นั่นคือมันทำให้ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบอิหร่านแคบลงกว่าเดิม และนั่นคือหัวใจสำคัญที่ทำให้โรงกลั่น Teapot เริ่มปวดหัว

Teapot Refiner คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ?

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า Teapot Refiner คือโรงกลั่นน้ำมันอิสระขนาดเล็กถึงกลางที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศจีน โดยเฉพาะในมณฑลซานตง (Shandong) ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญ โรงกลั่นกลุ่มนี้ไม่ใช่บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง Sinopec หรือ CNOOC แต่เป็นผู้เล่นอิสระที่แข่งขันด้วยการหาวัตถุดิบราคาถูก

กลยุทธ์หลักของพวกเขาคือการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งที่ถูกคว่ำบาตรหรืออยู่ในเขตสีเทาทางกฎหมาย อย่างน้ำมันจากอิหร่าน เวเนซุเอลา หรือรัสเซีย ซึ่งมักมาพร้อมส่วนลดมหาศาลเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เพราะผู้ขายต้องการระบายสต็อกแม้จะขายถูกก็ยังดีกว่าไม่ได้ขายเลย

ข้อมูลจากแหล่งวิเคราะห์พลังงานหลายแห่งชี้ว่า โรงกลั่น Teapot ในจีนมีกำลังการผลิตรวมกันหลายล้านบาร์เรลต่อวัน และเคยรับน้ำมันจากอิหร่านในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ บางประมาณการระบุว่าจีนนำเข้าน้ำมันอิหร่านสูงถึง 1.5-1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในบางช่วง ซึ่งส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่โรงกลั่นกลุ่มนี้โดยตรง

ทำไมการผ่อนปรนคว่ำบาตรถึงกลับมาเป็นปัญหา?

นี่คือจุดที่น่าสนใจมากครับ ปกติแล้วคนมักคิดว่า "ผ่อนปรนคว่ำบาตร = ดีขึ้น" แต่ในโลกความเป็นจริงมันซับซ้อนกว่านั้น

เมื่อมาตรการคว่ำบาตรเต็มรูปแบบยังมีผลบังคับใช้อยู่ อิหร่านจำเป็นต้องขายน้ำมันในราคาที่ลดต่ำกว่าตลาดโลกอย่างมาก เพื่อดึงดูดผู้ซื้อที่ยอมรับความเสี่ยง ส่วนลดนี้อาจอยู่ที่ 10-15 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลหรือมากกว่านั้น ซึ่งคือกำไรก้อนโตของ Teapot ที่รับซื้อ

แต่เมื่อสหรัฐฯ ประกาศผ่อนปรนชั่วคราว บรรยากาศในตลาดเปลี่ยนทันที ผู้ซื้อรายอื่นที่เคยกลัวการคว่ำบาตรก็เริ่มมองน้ำมันอิหร่านด้วยความสนใจมากขึ้น การแข่งขันซื้อเพิ่มขึ้น และส่วนลดก็แคบลงตามกลไกตลาด อิหร่านไม่จำเป็นต้องลดราคามากเท่าเดิมอีกต่อไป เพราะมีคนมาซื้อมากขึ้น

ผลลัพธ์คือ Teapot Refiner ที่เคยได้ส่วนลดมากๆ ตอนนี้ต้องจ่ายแพงขึ้น ขณะที่โรงกลั่นขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพสูงกว่าก็ยังอยู่ได้ดีกว่า เพราะต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำกว่า

ความตึงเครียดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นตัวแปร

ตามรายงานเดียวกัน ยังมีปัจจัยเรื่องความไม่แน่นอนรอบช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันจำนวนมหาศาลจากอ่าวเปอร์เซียสู่โลก ประมาณกันว่าน้ำมันราว 20% ของโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ ความตึงเครียดในภูมิภาคจึงสร้างความไม่แน่นอนในการส่งมอบน้ำมัน

สำหรับ Teapot ที่ดำเนินธุรกิจแบบ margin บางมากอยู่แล้ว ความเสี่ยงด้านการส่งมอบบวกกับส่วนลดที่หดลง ทำให้สมการกำไรเริ่มมีปัญหา บางโรงกลั่นอาจต้องหันไปมองน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นที่ราคาแพงกว่าแต่มีความแน่นอนสูงกว่า

แล้วคนไทยจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง?

คำถามนี้สำคัญมากครับ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ห่างไกลจากชีวิตเราอย่างที่คิด

ผลกระทบทางอ้อมต่อราคาน้ำมันในไทย: จีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดในโลก ความเปลี่ยนแปลงในการซื้อน้ำมันของจีนส่งผลต่อราคาตลาดโลก ถ้า Teapot ลดการรับน้ำมันอิหร่านและหันไปซื้อน้ำมันจากตลาดอื่นมากขึ้น อุปสงค์ในตลาดน้ำมันกระแสหลักก็จะเพิ่ม ซึ่งอาจดันราคาน้ำมันดิบโลกให้สูงขึ้น และนั่นมีผลต่อราคาพลังงานในไทยด้วย

ผลต่อภาคการผลิตและโลจิสติกส์: ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าในสัดส่วนสูง ต้นทุนพลังงานมีผลโดยตรงต่อราคาสินค้า ค่าขนส่ง และต้นทุนการผลิตโดยรวม ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก รวมถึงเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยเคมีและเครื่องจักร ล้วนได้รับผลกระทบทางอ้อมเมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัว

ผลต่อนักลงทุนและตลาดทุน: หุ้นกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และโลจิสติกส์ในตลาดหลักทรัพย์ไทยมักเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันโลก นักลงทุนรายย่อยที่ถือหุ้นกลุ่มนี้ควรติดตามพัฒนาการนี้ใกล้ชิด

มุมมองของพี่สยาม

ส่วนตัวแล้ว พี่อ่านข่าวนี้แล้วรู้สึกว่ามันสะท้อนให้เห็นความซับซ้อนของโลกเศรษฐกิจปัจจุบันได้ดีมาก บางครั้งสิ่งที่ดูเหมือน "ข่าวดี" อย่างการผ่อนปรนคว่ำบาตร กลับกลายเป็น "ข่าวร้าย" สำหรับคนบางกลุ่มที่ตั้งกลยุทธ์ธุรกิจบนพื้นฐานของสถานการณ์เดิม

มันเหมือนกับคนที่เคยซื้อของลดราคาในซูเปอร์มาร์เก็ตมาตลอด แล้ววันหนึ่งสินค้าตัวนั้นได้รับความนิยมจนไม่มีส่วนลดอีกแล้ว คุณก็ต้องปรับแผนใหม่ทั้งหมด Teapot ก็กำลังเผชิญสถานการณ์แบบนี้อยู่ครับ

ที่น่าเป็นห่วงกว่าคือ โรงกลั่น Teapot บางแห่งอาจมีหนี้หรือต้นทุนคงที่สูง ถ้า margin แคบลงมาก ก็อาจนำไปสู่การปิดกิจการหรือการลดกำลังการผลิต ซึ่งในระยะสั้นอาจกดดันอุปสงค์น้ำมันโลกบ้าง แต่ในระยะยาวก็อาจเปิดโอกาสให้โรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าขยายส่วนแบ่งตลาด

สิ่งที่ควรติดตามต่อจากนี้

  • ท่าทีของรัฐบาลอิหร่านและสหรัฐฯ: การเจรจาด้านนิวเคลียร์และการขยาย/ยกเลิกการผ่อนปรนคว่ำบาตรจะเป็นตัวกำหนดทิศทางครับ ถ้าผ่อนปรนยาวนานขึ้น ส่วนลดน้ำมันอิหร่านก็จะแคบลงต่อเนื่อง
  • ราคาน้ำมัน Brent และ WTI: ราคาน้ำมันดิบสองชนิดนี้เป็นตัวชี้วัดสำคัญ ถ้าปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนไทยจะรู้สึกที่ปั๊มน้ำมันในที่สุด
  • สัญญาณจากมณฑลซานตง: ข้อมูลการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านท่าเรือชิงเต่า (Qingdao) เป็นตัวชี้วัดที่ดีว่า Teapot ยังรับน้ำมันอิหร่านมากแค่ไหน
  • ความเคลื่อนไหวของ OPEC+: กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันอาจปรับนโยบายผลิตเพื่อรับมือกับปริมาณน้ำมันอิหร่านที่เพิ่มขึ้นในตลาด

สำหรับคนไทยทั่วไป ยังไม่ต้องตื่นตระหนกครับ แต่ถ้าคุณเป็นนักลงทุน เจ้าของธุรกิจที่ต้นทุนพลังงานสูง หรือทำงานในภาคโลจิสติกส์ ควรติดตามสถานการณ์นี้ใกล้ชิด เพราะมันอาจส่งผลต่อการวางแผนธุรกิจในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้าได้

โลกของพลังงานมันเชื่อมโยงกันแบบที่เราอาจนึกไม่ถึง ความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียหรือนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ สามารถส่งผลถึงราคาแก๊สโซฮอล์ที่ปั๊มใกล้บ้านเราได้ เรื่องนี้เลยไม่ใช่แค่ข่าวโลก แต่เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวกว่าที่คิดครับ

ขอบคุณข้อมูล: Nikkei Asia Tech

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook