ถ้าวันหนึ่งคุณเปิดแอปฯ หมอพร้อม แล้วเห็นประวัติการรักษาที่ตัวเองไม่เคยไปรับบริการมาก่อน ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นก็คงไม่ต่างจากที่หลายคนกังวลนัก นั่นคือ "มีใครสวมสิทธิเราอยู่ไหม?" เรื่องแบบนี้ฟังดูน่าตกใจ แต่กรณีล่าสุดที่จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งกลายเป็นข่าวในโลกออนไลน์ กลับมีคำอธิบายที่ฟังดูเข้าใจได้มากกว่าที่คิด
เกิดอะไรขึ้นกับข้อมูลในหมอพร้อม?
เรื่องนี้เริ่มต้นจากเพจ "เภตั้ม สไตล์" ที่ตั้งข้อสังเกตว่าในแอปพลิเคชันหมอพร้อมมีข้อมูลประวัติการรักษาและการจ่ายยาจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) แห่งหนึ่งในจังหวัดร้อยเอ็ด ทั้งที่ตัวเองไม่เคยไปใช้บริการที่นั่นเลย จึงเกิดความกังวลว่าอาจมีการสวมสิทธิการรักษาพยาบาลเกิดขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนหลายคนให้ความสนใจ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ดร.นพ.พิทักษ์พงศ์ พายุหะ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ได้เปิดเผยผลการลงตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ Hfocus อย่างละเอียด
สาเหตุที่แท้จริง: ชื่อซ้ำ คนละนามสกุล
ผลการตรวจสอบพบว่า สาเหตุหลักของปัญหานี้ไม่ใช่การสวมสิทธิแต่อย่างใด แต่เป็น ความคลาดเคลื่อนในการบันทึกข้อมูล โดยผู้รับบริการตัวจริงที่ไปรักษาที่ รพ.สต. แห่งนั้น มีชื่อต้นเหมือนกันกับเจ้าของเพจ แต่คนละนามสกุล
เมื่อเจ้าหน้าที่ค้นหาชื่อในโปรแกรมบันทึกข้อมูลด้วยคีย์เวิร์ด (Keyword) จึงเกิดความสับสนและบันทึกข้อมูลการรักษาลงผิดบุคคล ซ้ำร้ายการบันทึกข้อมูลในช่วงปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เป็นปัญหานั้น บางส่วนยังเป็นการบันทึกลงกระดาษก่อน แล้วค่อยนำเข้าระบบคอมพิวเตอร์ภายหลัง โอกาสที่จะเกิดความคลาดเคลื่อนจึงสูงกว่าปกติ
พูดง่ายๆ ก็คือ เหมือนกับเวลาเราค้นหาชื่อในเอกสาร แล้วเจอชื่อที่ตรงกัน กดเลือกโดยไม่ได้เช็กนามสกุลให้ดี แล้วบันทึกข้อมูลลงไปผิดคน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในยุคที่ระบบยังไม่สมบูรณ์
ระบบปัจจุบันป้องกันปัญหาได้แล้วแค่ไหน?
นพ.พิทักษ์พงศ์ ยืนยันว่า ปัญหาการบันทึกผิดคนในลักษณะนี้ลดน้อยลงมากแล้ว เนื่องจากมีการยกระดับระบบตรวจสอบตัวตนมาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
- ตั้งแต่ 1 มกราคม 2564 เริ่มบังคับใช้ระบบยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ด (Smart Card) ทุกครั้งที่เข้ารับบริการ เพื่อป้องกันการสวมสิทธิและเพิ่มความถูกต้องในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล
- ตั้งแต่ 12 มกราคม 2569 ยกระดับอีกขั้น ด้วยการเพิ่มระบบสแกนใบหน้า (FVS — Face Verification System) ควบคู่กับการอ่านบัตรประชาชน โดยเริ่มบังคับใช้ในกลุ่มหน่วยบริการนวัตกรรม 7 ประเภท เช่น ร้านยาและคลินิกเอกชน
นอกจากนี้ สสจ.ร้อยเอ็ด ยังได้กำชับให้ทุกหน่วยบริการ รวมถึง รพ.สต. ที่ถ่ายโอนภารกิจไปแล้วทุกแห่ง ตรวจสอบตัวตนด้วยบัตรประชาชนทุกครั้งก่อนบันทึกข้อมูล เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดซ้ำ
ขั้นตอนแก้ไขและการสื่อสาร
ในส่วนของการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ทาง รพ.สต. และ สสจ.ร้อยเอ็ด ได้ดำเนินการครบถ้วนทั้ง 3 ขั้นตอน ได้แก่
- เจ้าหน้าที่ รพ.สต. ลงพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจ พร้อมขอโทษเจ้าของเพจและญาติที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนในพื้นที่ ซึ่งทุกฝ่ายได้รับความเข้าใจอันดีแล้ว
- ประสานงานร่วมกันระหว่าง รพ.สต. และ สสจ.ร้อยเอ็ด เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขข้อมูลในระบบฐานข้อมูลให้ถูกต้องเป็นปัจจุบัน
- กำชับมาตรการตรวจสอบตัวตนอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันเหตุซ้ำในอนาคต
มุมมองพี่สยาม: เรื่องนี้สอนอะไรเรา?
ส่วนตัวพี่สยามอ่านข่าวนี้แล้วรู้สึกว่า ความกังวลของเจ้าของเพจนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้มากๆ เพราะข้อมูลสุขภาพเป็นเรื่องส่วนตัวและละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ถ้าวันไหนเราเปิดแอปฯ แล้วเห็นว่ามีประวัติการรักษาที่ไม่ใช่ของเรา ก็คงตกใจไม่ต่างกัน และการตั้งคำถามหรือแจ้งเตือนก็ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องนี้ก็ชี้ให้เห็นว่า ระบบสาธารณสุขของไทยมีจุดอ่อนที่เกิดจากการเปลี่ยนผ่านจากยุคกระดาษมาสู่ระบบดิจิทัล ซึ่งข้อมูลที่บันทึกในช่วงเปลี่ยนผ่านนั้นอาจยังมีความคลาดเคลื่อนหลงเหลืออยู่ในระบบ ไม่ใช่แค่ที่ร้อยเอ็ดแห่งเดียวก็ได้
ที่คุณควรรู้และควรทำ
สำหรับคนที่ใช้สิทธิบัตรทองหรือสิทธิรักษาพยาบาลของรัฐ พี่สยามอยากแนะนำให้ลองทำสิ่งเหล่านี้เป็นนิสัย
- เปิดแอปหมอพร้อม ตรวจสอบประวัติการรักษาของตัวเองเป็นระยะๆ โดยเฉพาะหลังจากไปรับบริการ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลตรงกับความเป็นจริง
- ถ้าพบความผิดปกติ อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าโดนสวมสิทธิ ให้ติดต่อสอบถามไปยังหน่วยบริการที่แสดงชื่อในระบบก่อน เพื่อขอคำชี้แจงและขอให้แก้ไขข้อมูล
- พกบัตรประชาชน ทุกครั้งที่ไปรับบริการสาธารณสุข และให้เจ้าหน้าที่สแกนบัตรจริงๆ อย่าให้ข้ามขั้นตอน เพราะนั่นคือหลักฐานที่ป้องกันความสับสนได้ดีที่สุด
- หากพบข้อมูลผิดพลาดจริง สามารถร้องเรียนผ่านสายด่วน สปสช. โทร. 1330 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
เรื่องนี้ปิดฉากด้วยคำอธิบายที่สมเหตุสมผล และทาง สสจ.ร้อยเอ็ด ก็ตอบสนองได้ค่อนข้างรวดเร็ว แต่คำถามที่น่าคิดต่อคือ ยังมีข้อมูลสุขภาพที่บันทึกผิดคนในลักษณะเดียวกันนี้หลงเหลืออยู่ในระบบอีกแค่ไหน? และเราจะรู้ได้อย่างไร ถ้าไม่มีใครเปิดแอปฯ ไปตรวจสอบเลย — บางทีการที่ประชาชนช่วยกัน "จับตา" ระบบสาธารณสุข ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายเลยสักนิด



