คืนวันที่ 1 กรกฎาคม บรรยากาศในรัฐสภายังไม่เงียบแม้จะเพิ่งเสร็จจากการลงมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ไปหยกๆ เพราะมีประเด็นร้อนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญผุดขึ้นมาอีกทันที พี่สยามติดตามข่าวนี้แล้วรู้สึกว่ามันสะท้อนภาพของกระบวนการประชาธิปไตยที่กำลังต้องการเวลาในการ "รับฟังทุกเสียง" จริงๆ ไม่ใช่แค่เดินหน้าตามตารางที่วางไว้โดยไม่สนว่าประชาชนตามทัน
พริษฐ์เสนอเลื่อนวาระ 7-8 ก.ค. รอร่างประชาชนให้พร้อมก่อน
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ "วิปฝ่ายค้าน" ออกมาเปิดเผยหลังการประชุมว่า เดิมทีวันที่ 7-8 กรกฎาคม มีกำหนดประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเพิ่มเติมหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
แต่ปัญหาคือขณะนี้ภาคประชาชนกำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นร่างของตัวเองเข้าสู่รัฐสภา ซึ่งยังไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนดคือ 50,000 รายชื่อ ทำให้ร่างดังกล่าวไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาทันในวันที่กำหนดได้
นายพริษฐ์ระบุว่า ทั้งตัวแทนภาคประชาชน วิปฝ่ายค้าน และวิปรัฐบาล ได้หารือนอกรอบร่วมกันแล้ว และเห็นตรงกันว่าร่างของภาคประชาชนควรได้รับการพิจารณา พร้อมกัน กับร่างของพรรคการเมือง ไม่ใช่แยกกันคนละเวลา เพราะเนื้อหาเกี่ยวโยงกัน
"เมื่อยังไม่ครบ 50,000 รายชื่อ คงจะเป็นไปไม่ได้ที่ร่างดังกล่าวจะเข้ามาทันในวันที่ 7-8 ก.ค." — พริษฐ์ วัชรสินธุ
ยังมีวาระรอคิวอีกหลายเรื่อง
นายพริษฐ์ยังชี้ให้เห็นว่าหากมีการเลื่อนวาระนี้ออกไป ก็ยังมีวาระอื่นที่รอการพิจารณาในที่ประชุมร่วมรัฐสภาอยู่อีก โดยยกตัวอย่างที่ค้างมานานถึง 2 เดือนแล้ว คือ
- ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา โดยเฉพาะ มาตรา 236 ที่เกี่ยวกับการตัดอำนาจและดุลพินิจของประธานรัฐสภาในการปัดตกข้อร้องเรียนของสมาชิกรัฐสภาและภาคประชาชนเกี่ยวกับ ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ)
นายพริษฐ์จึงหวังว่าภายในวันที่ 2-3 กรกฎาคม ประธานรัฐสภาจะนัดประชุมวิป 3 ฝ่าย เพื่อให้ข้อตกลงเรื่องนี้มีความชัดเจนเป็นทางการกับทุกฝ่าย

ชาดาลุกตั้งคำถาม — ผู้ลงชื่อเข้าใจเรื่องที่ตัวเองเซ็นหรือเปล่า?
ระหว่างนั้น นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส. อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ได้ลุกขึ้นหารือในประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยตั้งข้อสังเกตว่า แม้รัฐธรรมนูญจะให้สิทธิประชาชนยื่นร่างได้ แต่สภาควรตรวจสอบว่าประชาชนที่มาลงชื่อ "รู้จริงหรือไม่" ว่าตัวเองกำลังสนับสนุนอะไร
นายชาดายกตัวอย่างว่า มีการยื่น 20,000 รายชื่อมาแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าผู้ลงชื่อทั้งหมดเข้าใจสาระสำคัญของร่างที่ตัวเองสนับสนุนจริงๆ หรือเปล่า พร้อมเรียกร้องให้มีการ "ตรวจสอบ" ทุกการยื่นของประชาชน
ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายโสภณ ซารัมย์ ได้เบรกนายชาดาระหว่างที่กำลังพูด โดยบอกว่า "เข้าใจแล้ว" นายชาดาตอบกลับทันทีว่า "ถ้าเข้าใจ ท่านก็ต้องปฏิบัติด้วย" ก่อนที่นายโสภณจะยืนยันว่า ปกติมีการตรวจสอบรายชื่ออยู่แล้วตามขั้นตอน
วิป 3 ฝ่ายนัดถกกัน 6 กรกฎาคม
สำหรับเรื่องที่นายพริษฐ์เรียกร้องให้นัดประชุมวิป 3 ฝ่าย นายโสภณได้ชี้แจงว่าไม่มีปัญหาอะไรที่จะจัดการประชุมดังกล่าว โดยกำหนดวันนัดหมายไว้ที่ วันที่ 6 กรกฎาคม เพื่อให้ทุกฝ่ายมาหาข้อสรุปร่วมกันว่าจะจัดการกับวาระต่างๆ อย่างไรต่อไป
มองผลกระทบต่อคนไทย
เรื่องนี้อาจดูเหมือนเป็นแค่การต่อรองในหมู่นักการเมือง แต่จริงๆ แล้วมันเกี่ยวข้องกับคนไทยทุกคนโดยตรง เพราะการแก้รัฐธรรมนูญคือการเปลี่ยนกติกาสูงสุดของประเทศ
- ข้อดี: การรอให้ร่างภาคประชาชนเข้ามาพร้อมกับร่างของพรรคการเมือง ทำให้ประชาชนมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้จริงๆ ไม่ใช่แค่ดูอยู่ข้างนอก
- สิ่งที่ต้องจับตา: ข้อสังเกตของนายชาดาเรื่องความเข้าใจของผู้ลงชื่อเป็นประเด็นที่ควรพูดถึงอย่างจริงจัง เพราะถ้าผู้ลงชื่อไม่ได้อ่านหรือเข้าใจสิ่งที่ตัวเองสนับสนุน กระบวนการมีส่วนร่วมก็อาจเป็นแค่ตัวเลข ไม่ใช่เจตจำนงที่แท้จริง
- ความล่าช้า: สำหรับคนที่รอให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การเลื่อนวาระออกไปแต่ละครั้งหมายถึงเวลาที่นานขึ้น แต่ถ้าทำให้ครอบคลุมและรอบด้านกว่าเดิม ก็อาจคุ้มค่ากว่าการรีบเดินหน้าโดยขาดความชอบธรรม
สิ่งที่ควรรู้ถ้าคุณสนใจเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย
ถ้าใครกำลังติดตามเรื่องการเข้าชื่อสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญภาคประชาชน พี่สยามขอฝากว่า
- ก่อนลงชื่อสนับสนุนอะไรก็ตาม ลองอ่านสาระสำคัญของร่างนั้นให้เข้าใจก่อน แม้แค่สรุปสั้นๆ ก็ยังดี
- รายชื่อที่ยื่นเข้าสภาจะถูกตรวจสอบตามขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติและควรเป็นอย่างนั้น
- การมีส่วนร่วมทางการเมืองที่มีคุณภาพ ดีกว่าการมีส่วนร่วมแบบผ่านๆ
พี่สยามเป็นห่วงอยู่เหมือนกันว่าบางครั้งการระดมรายชื่ออาจกลายเป็นแค่การแข่งตัวเลข โดยไม่ได้สะท้อนความเข้าใจหรือความต้องการที่แท้จริงของผู้ที่ลงชื่อ ตรงนี้แหละที่คำถามของนายชาดา ถึงแม้จะฟังดูเหมือนตั้งข้อสงสัย แต่ก็มีแง่มุมที่ควรคิดตามอยู่บ้าง
ต้องรอดูกันต่อว่าการประชุมวิป 3 ฝ่ายในวันที่ 6 กรกฎาคมจะได้ข้อสรุปอะไรออกมา และร่างภาคประชาชนจะรวบรวมรายชื่อครบ 50,000 รายชื่อได้ทันหรือเปล่า เพราะนั่นคือกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูให้เสียงของประชาชนได้เข้าไปนั่งอยู่บนโต๊ะเดียวกับพรรคการเมืองจริงๆ




