เมื่อทะเลจีนใต้ร้อนขึ้น ประเทศเพื่อนบ้านเริ่มเลือกอาวุธ
ช่วงนี้มีข่าวหนึ่งที่พี่สยามติดตามมาสักพักแล้ว และเริ่มรู้สึกว่ามันสำคัญกว่าที่หลายคนคิด นั่นคือข่าวที่ว่าเวียดนามกำลังเจรจาอยู่ในขั้นใกล้สรุปเพื่อซื้อระบบขีปนาวุธร่อน (Cruise Missile) ชื่อว่า BrahMos จากอินเดีย ตามรายงานของสื่อ Nikkei Asia ซึ่งอ้างอิงแหล่งข่าวจากฝั่งนิวเดลี
ฟังดูเป็นเรื่องทางการทูตและการทหารที่ไกลตัว แต่ถ้าลองมองให้ดีขึ้น มันเชื่อมโยงกับหลายอย่างที่กระทบชีวิตเราในภูมิภาคนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเส้นทางการค้า ความมั่นคงของภูมิภาค หรือแม้แต่ราคาน้ำมัน
BrahMos คืออะไร ทำไมถึงเป็นที่ต้องการ
สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นชื่อ BrahMos เป็นขีปนาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง (Supersonic Cruise Missile) ที่อินเดียและรัสเซียร่วมกันพัฒนาขึ้นภายใต้บริษัท BrahMos Aerospace ชื่อ BrahMos มาจากชื่อแม่น้ำสองสายคือ Brahmaputra ของอินเดีย และ Moskva ของรัสเซีย
จุดเด่นของ BrahMos คือความเร็วที่สูงถึงประมาณ Mach 2.8 ถึง Mach 3 หรือเร็วกว่าเสียงประมาณ 3 เท่า และบินต่ำกว่าเรดาร์จับได้ยาก ระยะยิงอยู่ที่ประมาณ 290 ถึงกว่า 400 กิโลเมตรในรุ่นอัปเกรด ทำให้หลายฝ่ายขนานนามมันว่าขีปนาวุธที่ "หยุดยั้งได้ยาก" หรือ Unstoppable เพราะกว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝั่งตรงข้ามจะตรวจจับและยิงสกัด มันก็อาจถึงเป้าหมายแล้ว
ข้อมูลจาก BrahMos Aerospace ระบุว่าขีปนาวุธรุ่นนี้สามารถยิงได้จากหลายแพลตฟอร์ม ทั้งจากเรือรบ เครื่องบิน รถยนต์บนบก และจะมีรุ่นที่ยิงจากเรือดำน้ำในอนาคต ความยืดหยุ่นตรงนี้เองที่ทำให้มันน่าสนใจสำหรับประเทศที่ต้องการเสริมกำลังทางทะเล

ใครซื้อไปก่อนแล้วบ้าง
เวียดนามไม่ได้เป็นประเทศแรกในย่านนี้ที่สนใจ BrahMos ก่อนหน้านี้ฟิลิปปินส์เป็นชาติแรกในโลกที่ซื้อ BrahMos ไปใช้งานจริง โดยเซ็นสัญญากับอินเดียในปี 2022 มูลค่าประมาณ 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 13,000 ล้านบาท) เพื่อติดตั้งบนแบตเตอรีป้องกันชายฝั่ง และได้รับมอบชุดแรกไปแล้วในปี 2024
ส่วนอินโดนีเซียก็อยู่ในระหว่างดำเนินการตามข้อตกลงที่ลงนามไปเช่นกัน โดยรายงานระบุว่าการเจรจาครอบคลุมทั้งในเรื่องราคา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และเงื่อนไขการชำระเงิน
และตอนนี้เวียดนามกำลังจะเป็นรายต่อไป ตามรายงานของ Nikkei Asia อินเดียกำลังรอดูว่าฮานอยจะก้าวตามมะนิลาและจาการ์ตาหรือไม่ ซึ่งสัญญาณที่ออกมาตอนนี้บ่งชี้ว่าใกล้จะสรุปแล้ว
ทำไมเวียดนามถึงสนใจตอนนี้ ต้องพูดถึงจีน
ถ้าจะถามว่าทำไมเวียดนามถึงต้องการอาวุธแบบนี้ คำตอบสั้นๆ คือ "จีน" และการที่ปักกิ่งแสดงความก้าวร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ ในทะเลจีนใต้ (South China Sea)
เวียดนามและจีนมีข้อพิพาทในทะเลจีนใต้มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่หมู่เกาะพาราเซล (Paracel Islands) และสแปรตลีย์ (Spratly Islands) ซึ่งจีนอ้างสิทธิ์ครอบคลุมเกือบทั้งหมดผ่านแผนที่เส้น 9 เส้น (Nine-Dash Line) ที่ศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเคยตัดสินว่าไม่มีฐานทางกฎหมายในปี 2016 แต่จีนก็ไม่ยอมรับคำตัดสินนั้น
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีรายงานการเผชิญหน้าระหว่างเรือของจีนกับเรือของเวียดนามในน่านน้ำที่ทับซ้อนกันหลายครั้ง ทำให้ฮานอยรู้สึกว่าต้องเสริมศักยภาพในการป้องปรามมากขึ้น และ BrahMos ก็ตอบโจทย์นั้นได้ดี เพราะเป็นอาวุธที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องคิดหนักก่อนจะทำอะไรก็ตาม
อินเดียได้อะไรจากการขายอาวุธในครั้งนี้
มองผ่านๆ อาจคิดว่าอินเดียได้แค่รายได้จากการขาย แต่จริงๆ แล้วมันลึกกว่านั้น รัฐบาลอินเดียภายใต้นโยบาย Make in India ของนายกรัฐมนตรี Narendra Modi ตั้งเป้าให้อินเดียก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ของโลก โดยตั้งเป้ายอดส่งออกอาวุธให้ถึง 5 พันล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2025
BrahMos เป็นหัวหอกสำคัญของแผนนี้ เพราะนอกจากจะเป็นสินค้าส่งออกมูลค่าสูงแล้ว การที่ประเทศในอาเซียนซื้อ BrahMos ก็ยังหมายความว่าอินเดียกำลังสร้าง "เครือข่ายความสัมพันธ์" ด้านความมั่นคงในย่านที่จีนกำลังขยายอิทธิพล ซึ่งทำให้อินเดียมีน้ำหนักในเวทีภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) มากขึ้นด้วย
พูดง่ายๆ คือมันเป็นทั้งธุรกิจและกลยุทธ์ไปพร้อมกัน

แล้วไทยเราเกี่ยวอะไรด้วย
นี่คือคำถามที่พี่สยามอยากให้ทุกคนลองคิดตาม เพราะหลายคนอาจมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของเวียดนาม อินเดีย และจีน ไม่ใช่เรื่องของไทย
แต่ถ้ามองให้รอบกว่านั้น ทะเลจีนใต้เป็นเส้นทางผ่านของสินค้าประมาณ 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีตามข้อมูลของ CSIS (Center for Strategic and International Studies) และสินค้านำเข้าและส่งออกของไทยจำนวนมากต้องผ่านเส้นทางนี้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร และอีกมากมาย
ถ้าความตึงเครียดในทะเลจีนใต้เพิ่มสูงขึ้นจนกลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรง แม้จะไม่ถึงขั้นสงคราม แค่มีเหตุการณ์ที่ทำให้การเดินเรือหยุดชะงักชั่วคราว ก็จะกระทบต้นทุนสินค้าในไทยได้ทันที
นอกจากนี้ไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนก็มีท่าทีที่ต้องสมดุลระหว่างความสัมพันธ์กับจีนซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ กับบรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงไป การที่ประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ต่างทยอยซื้ออาวุธสมัยใหม่เพื่อเสริมศักยภาพทางทะเล ก็เป็นตัวชี้วัดว่าความตึงเครียดในภูมิภาคนี้ไม่ได้เบาลง
มุมมองของพี่สยาม ข่าวนี้สะท้อนอะไร
พูดตรงๆ ว่าพี่สยามรู้สึกหนักใจเล็กๆ กับข่าวนี้ ไม่ใช่เพราะมันเป็นข่าวร้าย แต่เพราะมันเตือนเราว่าโลกในยุคนี้ประเทศต่างๆ ยังคงต้องลงทุนในอาวุธและกำลังทหารเพื่อรักษาสมดุลอำนาจ ซึ่งสุดท้ายเงินเหล่านั้นมาจากภาษีประชาชน และความเสี่ยงจากความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นก็ตกอยู่กับประชาชนเช่นกัน
ในขณะเดียวกันก็เข้าใจว่าเวียดนามและประเทศอื่นๆ ที่เผชิญกับแรงกดดันในทะเลจีนใต้มีความจำเป็นต้องป้องกันตัวเอง การมีอาวุธที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่กล้าทำอะไรก็เป็นหนึ่งในวิธีรักษาสันติภาพที่ได้ผลในโลกความเป็นจริง นักวิชาการด้านความมั่นคงเรียกแนวคิดนี้ว่า Deterrence หรือการป้องปราม
สิ่งที่น่าจับตามองต่อจากนี้คือปฏิกิริยาของจีน เพราะทุกครั้งที่ประเทศในย่านนี้เสริมกำลัง ปักกิ่งมักจะตอบสนองด้วยการเพิ่มกิจกรรมในทะเลจีนใต้มากขึ้น ซึ่งก็จะวนเป็นวัฏจักรต่อไป

สรุปและสิ่งที่ควรติดตาม
ถ้าสรุปสั้นๆ คือตอนนี้เวียดนามกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเจรจาซื้อขีปนาวุธ BrahMos จากอินเดีย ซึ่งหากสำเร็จจะทำให้เวียดนามเป็นประเทศที่สามในอาเซียนที่มีอาวุธชนิดนี้ในครอบครอง แรงผลักดันหลักมาจากความกังวลเรื่องการขยายอิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้
สำหรับคนไทยที่ติดตามข่าวนี้ พี่สยามอยากแนะนำให้ลองจับตาดูสิ่งต่อไปนี้
- ท่าทีของไทยต่อสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ว่าจะยืนอยู่จุดไหนในฐานะสมาชิกอาเซียน
- ผลกระทบต่อราคาสินค้าที่นำเข้าผ่านเส้นทางนี้ หากความตึงเครียดเพิ่มขึ้น
- การประชุมอาเซียนครั้งต่อๆ ไปที่อาจมีวาระเรื่องทะเลจีนใต้อยู่ในลิสต์
- ปฏิกิริยาของจีนต่อดีลนี้ว่าจะมีการแสดงท่าทีอย่างไรในทางการทูต
โลกเปลี่ยนเร็ว และบางทีข่าวที่ดูเหมือนไกลตัวก็ใกล้กว่าที่คิด ติดตามกันต่อไปนะครับ



