ภาคประชาสังคมยื่นหนังสือนายกฯ–สธ. ค้านเงื่อนไข TRIPS-plus ใน FTA ไทย-อียู หวั่นค่ายาพุ่ง 3.7 ล้านล้าน

พี่สยาม
พี่สยาม
สุขภาพ
ขนาดตัวอักษร
ภาคประชาสังคมยื่นหนังสือนายกฯ–สธ. ค้านเงื่อนไข TRIPS-plus ใน FTA ไทย-อียู หวั่นค่ายาพุ่ง 3.7 ล้านล้าน

เรื่องนี้พอได้อ่านแล้ว พี่สยามรู้สึกว่ามันใกล้ตัวเราทุกคนมากกว่าที่คิด เพราะพูดถึงยารักษาโรคที่เราอาจต้องใช้ในอนาคต และค่าใช้จ่ายที่ระบบสาธารณสุขของไทยต้องแบกรับในระยะยาว การเจรจาการค้าระหว่างประเทศไม่ใช่แค่เรื่องของนักธุรกิจหรือนักการเมืองอีกต่อไปแล้ว

ยื่นหนังสือถึงผู้นำประเทศ — ส่งสัญญาณชัดว่าเรื่องนี้เร่งด่วน

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 องค์กรภาคประชาสังคมและนักวิชาการด้านการเข้าถึงยาหลายกลุ่ม ได้ร่วมกันทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยกลุ่มที่นำขบวนครั้งนี้ได้แก่ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch), เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย, ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) และมูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา (มสพ.)

เนื้อหาหลักของหนังสือคือการแสดงจุดยืนสนับสนุนให้ไทย ไม่ยอมรับมาตรการ TRIPS-plus ในการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (อียู) ตามรายงานของ Hfocus

TRIPS-plus คืออะไร และทำไมถึงเป็นปัญหา?

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า TRIPS (Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights) คือความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งประเทศสมาชิกรวมถึงไทยต้องปฏิบัติตาม

ส่วน TRIPS-plus หมายถึงมาตรการที่เข้มข้นกว่าที่ TRIPS กำหนด ซึ่งสหภาพยุโรปต้องการผลักดันผ่านการเจรจา FTA โดยมาตรการที่ภาคประชาสังคมกังวลมากที่สุด มีสามเรื่องหลัก ได้แก่

  • Data Exclusivity (การผูกขาดข้อมูลทางยา) — บริษัทยาสามารถหวงข้อมูลการทดสอบยาไว้กับตัวเองได้นานขึ้น ทำให้บริษัทอื่นผลิตยาชื่อสามัญราคาถูกได้ยากขึ้น
  • Market Exclusivity (การผูกขาดทางการตลาด) — ให้สิทธิ์ผูกขาดในตลาดนานกว่าเดิม แม้สิทธิบัตรจะหมดอายุแล้วก็ตาม
  • SPC — Supplementary Protection Certificate (การขยายระยะเวลาคุ้มครองสิทธิบัตร) — ต่ออายุสิทธิบัตรยาออกไปอีก อ้างว่าเพื่อชดเชยเวลาที่เสียไปกับกระบวนการขึ้นทะเบียนยา

พูดง่ายๆ คือถ้ายอมรับสิ่งเหล่านี้ บริษัทยาข้ามชาติจะผูกขาดตลาดได้นานขึ้น และยาราคาถูกที่คนทั่วไปเข้าถึงได้จะเข้าสู่ตลาดช้าลงมาก

ตัวเลขที่น่าตกใจ — ค่ายาอาจพุ่งสูงถึง 3.7 ล้านล้านบาท

ภาคประชาสังคมไม่ได้พูดลอยๆ แต่อ้างอิงผลการศึกษาร่วมของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และเครือข่ายนักวิชาการ ที่เผยแพร่ในปี 2568 ซึ่งประเมินผลกระทบไว้ว่า

ภาพ: www.hfocus.org

หากไทยยอมรับข้อเสนอ TRIPS-plus ของอียู ยาชื่อสามัญ (Generic Drug) จะเข้าสู่ตลาดช้าออกไปอย่างน้อย 2 ปี และอาจนานถึง 11 ปี ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้นประมาณ 130,000 ล้านบาทในช่วง 10 ปี, 770,000 ล้านบาทในช่วง 20 ปี และสูงถึง 3.7 ล้านล้านบาทในช่วง 30 ปี

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ตกอยู่กับใครคนเดียว แต่กระจายอยู่ในระบบสาธารณสุขของประเทศ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็ตกเป็นภาระของเราทุกคนในฐานะผู้เสียภาษีและผู้ใช้บริการสาธารณสุข

ทำไมข้ออ้างเรื่อง "ขึ้นทะเบียนยาช้า" ถึงฟังไม่ขึ้น?

อีกประเด็นที่ภาคประชาสังคมโต้แย้งคือ อียูมักอ้างว่าต้องการขยายอายุสิทธิบัตรเพื่อชดเชยเวลาที่บริษัทยาสูญเสียไประหว่างรอการขึ้นทะเบียนในไทย แต่หนังสือที่ยื่นไประบุชัดว่า อย. ไทยมีการปรับปรุงระบบขึ้นทะเบียนยาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กระบวนการรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ข้ออ้างนี้จึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน

กระทบคนไทยอย่างไร? ใครเสียประโยชน์บ้าง?

ถ้าเป็นพี่สยามเจอแบบนี้ คนแรกที่นึกถึงคือคนป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องกินยาไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยมะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน หรือความดัน เหล่านี้คือคนที่พึ่งพายาชื่อสามัญราคาถูกเป็นหลัก

นอกจากตัวผู้ป่วยเอง ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) และระบบประกันสังคมก็จะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะต้นทุนยาที่สูงขึ้นย่อมหมายถึงงบประมาณสาธารณสุขที่ตึงตัวมากขึ้น และอาจนำไปสู่การลดสิทธิประโยชน์หรือเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในอนาคต

สิ่งที่ควรจับตามองต่อจากนี้

การยื่นหนังสือครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าภาคประชาสังคมกำลังติดตามการเจรจา FTA ไทย-อียู อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีสิ่งที่ควรระวังอยู่หลายประการ

  • ติดตามท่าทีอย่างเป็นทางการของรัฐบาลไทยต่อข้อเสนอ TRIPS-plus ของอียู
  • สังเกตว่าผลการเจรจาแต่ละรอบมีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะหรือไม่ — ความโปร่งใสในการเจรจา FTA คือสิ่งสำคัญมาก
  • ระวังข้อมูลที่อาจถูกนำเสนอเฉพาะด้านผลประโยชน์ทางการค้า โดยไม่พูดถึงผลกระทบด้านสุขภาพ

ข้อมูลจากการศึกษาของ อย. และ สช. ที่ภาคประชาสังคมอ้างอิงควรเปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ เพื่อให้สังคมไทยร่วมกันพิจารณาว่าเราพร้อมแลกอะไรกับอะไรในการเจรจาครั้งนี้

ท้ายที่สุด การค้าเสรีและการเข้าถึงยาไม่ควรเป็นเรื่องที่ต้องแลกกัน รัฐบาลหลายประเทศในโลกได้แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถเปิดการค้าได้โดยไม่ต้องยอมรับเงื่อนไขที่บีบคั้นระบบสุขภาพของตัวเอง คำถามคือไทยจะยืนหยัดได้แค่ไหนในโต๊ะเจรจา และเราในฐานะประชาชนจะติดตามเรื่องนี้กันอย่างจริงจังหรือเปล่า?

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook