เมื่อสองยักษ์เอเชียตัดสินใจจับมือกัน
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กรุงนิวเดลี กลายเป็นศูนย์กลางความสนใจของโลก เมื่อนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ เดินทางเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการและหารือระดับสุดยอดกับนายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทรา โมดี ที่ Hyderabad House เมืองนิวเดลี โดยทั้งสองฝ่ายประกาศความร่วมมือหลายด้านพร้อมกัน ทั้งด้านกลาโหม เทคโนโลยี และความมั่นคงด้านพลังงาน
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในการพบกันครั้งนี้คือ สนธิสัญญาพัฒนาอาวุธร่วม (Defense Co-development Pact) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์อินเดีย-ญี่ปุ่น และยังมีการลงนามในกรอบความร่วมมือด้าน AI (ปัญญาประดิษฐ์) และพลังงานอีกด้วย ถ้าพูดให้ชัด นี่คือก้าวใหม่ครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางยุทธศาสตร์ในเอเชียไปอีกระดับ
สนธิสัญญาพัฒนาอาวุธร่วม — มีความสำคัญแค่ไหน?
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่มีนโยบายด้านกลาโหมที่เข้มงวดมาโดยตลอด ตามรัฐธรรมนูญหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นแทบไม่มีกองทัพในความหมายปกติ และการส่งออกอาวุธก็ถูกจำกัดอย่างมาก แต่ในช่วง 5-7 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นได้ค่อยๆ ผ่อนคลายกฎระเบียบเหล่านี้เพื่อรับมือกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดขึ้น โดยเฉพาะจากจีนและเกาหลีเหนือ
ส่วนอินเดียเองก็มีความต้องการเร่งด่วนในการพัฒนาอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศในประเทศ ภายใต้นโยบาย "Make in India" ที่โมดีผลักดันมาตลอด การจับมือกับญี่ปุ่นซึ่งมีเทคโนโลยีขั้นสูงด้านอุตสาหกรรมการทหาร จึงเป็นโอกาสทองที่อินเดียรอมานาน
ตามรายงานของสำนักข่าว Reuters ที่อยู่ในเหตุการณ์ สนธิสัญญาครั้งนี้จะเปิดทางให้ทั้งสองประเทศพัฒนาระบบอาวุธและยุทโธปกรณ์ร่วมกัน ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีจรวด ระบบเรดาร์ และอุปกรณ์ทางทหารอื่นๆ อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

โมดีเรียกทาคาอิจิว่า "น้องสาว" — สัญญาณความสัมพันธ์ที่อบอุ่น
หนึ่งในโมเมนต์ที่น่าประทับใจในการพบกันครั้งนี้คือ นายกรัฐมนตรีโมดีเรียกนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิอย่างเป็นกันเองว่า "น้องสาว" ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวที่อบอุ่นระหว่างสองผู้นำ แม้จะเพิ่งพบกันอย่างเป็นทางการ แต่ทั้งคู่ต่างมีความเชื่อมโยงกันมาก่อนในฐานะนักการเมืองสายอนุรักษ์นิยมที่มีอุดมการณ์ใกล้เคียงกัน
การที่ผู้นำระดับสูงสามารถสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีได้ มักเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความร่วมมือระหว่างประเทศเดินหน้าได้จริง ไม่ใช่แค่ในกระดาษ
AI และพลังงาน — สองเสาหลักของอนาคต
นอกจากเรื่องกลาโหมแล้ว ความร่วมมือที่น่าจับตาไม่แพ้กันคือด้าน AI (Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์) และ ความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security)
ในแง่ของ AI ทั้งสองประเทศเห็นพ้องกันว่าการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบและปลอดภัยนั้นสำคัญมาก โดยจะมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ เทคโนโลยี และบุคลากรระหว่างกัน ซึ่งอินเดียมีจุดแข็งตรงที่มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์และวิศวกรด้านดาต้าจำนวนมาก ขณะที่ญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Automation) เมื่อเอาจุดแข็งสองฝ่ายมารวมกัน ศักยภาพที่เกิดขึ้นจึงน่าสนใจมาก
ส่วนเรื่องพลังงานนั้น ทั้งสองประเทศต่างต้องการลดการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางและรัสเซีย ญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ของโลก ขณะที่อินเดียก็เป็นอันดับต้นๆ เช่นกัน ความร่วมมือด้านนี้จึงมีเป้าหมายทั้งในเรื่องพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) พลังงานนิวเคลียร์ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
รถไฟความเร็วสูง — ความฝันที่ใกล้เป็นจริง
อีกหนึ่งหัวข้อที่ทั้งสองผู้นำพูดถึงคือโครงการ High-Speed Rail (รถไฟความเร็วสูง) ระหว่างมุมไบและอาห์มดาบาด ซึ่งเป็นโครงการที่ญี่ปุ่นช่วยพัฒนาให้อินเดียโดยใช้เทคโนโลยี Shinkansen (ชินคันเซ็น) ที่โด่งดังระดับโลก
ตามแถลงการณ์ร่วม ทั้งสองฝ่ายระบุว่าโครงการนี้จะเปิดให้บริการบางส่วนได้ในปี 2027 ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับโครงการที่ล่าช้ามานาน ถ้าเป็นไปตามแผน นี่จะเป็นรถไฟความเร็วสูงสายแรกของอินเดีย และเป็นการพิสูจน์ว่าความร่วมมือระหว่างสองประเทศนั้นเกิดผลจริงในชีวิตประจำวัน

ภาพรวมความสัมพันธ์อินเดีย-ญี่ปุ่น ในยุคปัจจุบัน
ถ้ามองในภาพใหญ่ ความสัมพันธ์อินเดีย-ญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งสองประเทศร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่ม Quad (กลุ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงสี่ชาติ) ร่วมกับสหรัฐฯ และออสเตรเลีย ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
จากข้อมูลของกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่น การค้าระหว่างสองประเทศในปี 2023 มีมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการลงทุนโดยตรงของญี่ปุ่นในอินเดีย (FDI หรือ Foreign Direct Investment) ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐาน
มุมมองพี่สยาม — แล้วเราควรมองเรื่องนี้อย่างไร?
พูดตรงๆ เลยนะครับ พอเห็นข่าวนี้ รู้สึกว่าโลกกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ "กลุ่มพันธมิตร" มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ การที่อินเดียกับญี่ปุ่นจับมือกันพัฒนาอาวุธร่วม ทั้งที่ในอดีตไม่เคยทำ มันบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับความกังวลร่วมกันที่มีต่อสถานการณ์ในภูมิภาค โดยเฉพาะเรื่องจีนที่ขยายอิทธิพลในทะเลจีนใต้และมหาสมุทรอินเดีย
ถ้าเราเป็นคนทำงานสายเทคโนโลยีหรือธุรกิจ เห็นข่าวนี้แล้วน่าจะรู้สึกว่า "โอกาส" กำลังเปลี่ยนรูปร่าง เมื่ออินเดียและญี่ปุ่นร่วมมือกันมากขึ้น ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในเอเชียก็จะเปลี่ยนไป และไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมของอาเซียนก็อาจได้รับผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบ
ผลกระทบต่อคนไทยและไทย — ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่คิด
หลายคนอาจมองว่า ข่าวนี้เป็นเรื่องของสองประเทศที่อยู่ไกลจากไทย แต่จริงๆ แล้วมีผลกระทบที่น่าสนใจหลายประการ
- ด้านอุตสาหกรรมและการลงทุน: ทั้งญี่ปุ่นและอินเดียเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในไทย โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่มีโรงงานในไทยหลายร้อยแห่ง เมื่อสองประเทศนี้ร่วมมือกันมากขึ้น อาจมีโครงการร่วมที่ดึงไทยเข้าไปในห่วงโซ่อุปทานด้วย
- ด้านพลังงาน: ความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างอินเดียและญี่ปุ่น อาจสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการพัฒนาพลังงานสะอาดในเอเชีย ซึ่งไทยที่กำลังเดินหน้าเรื่อง Net Zero ก็อาจเรียนรู้และนำโมเดลบางส่วนมาปรับใช้ได้
- ด้านความมั่นคง: การเสริมความแข็งแกร่งของ Quad (สหรัฐฯ ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย) มีผลต่อดุลอำนาจในอินโด-แปซิฟิก ซึ่งรวมถึงทะเลจีนใต้ที่ไทยมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเชื่อมโยงอยู่
- ด้าน AI และเทคโนโลยี: ความร่วมมือ AI ระหว่างสองประเทศอาจเปิดโอกาสให้บริษัทเทคไทยได้เข้าไปร่วมในระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่กำลังเติบโต โดยเฉพาะถ้าไทยสามารถวางตัวเป็นฮับด้านดาต้าเซ็นเตอร์ในอาเซียนได้

สิ่งที่น่าติดตามต่อจากนี้
ข่าวนี้ยังอยู่ในช่วงต้น และมีหลายอย่างที่ต้องรอดูกันต่อ อาทิ รายละเอียดของสนธิสัญญาพัฒนาอาวุธร่วมว่าจะครอบคลุมระบบอาวุธประเภทใด งบประมาณเท่าไหร่ และกำหนดการจริงเป็นอย่างไร รวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงที่แม้จะประกาศว่าจะเปิดบางส่วนปี 2027 แต่ยังต้องรอดูว่าจะเป็นไปตามแผนได้จริงหรือไม่ เพราะโครงการนี้ล่าช้ากว่ากำหนดมาหลายครั้งแล้ว
นอกจากนี้ ยังต้องจับตาว่าจีนจะตอบสนองต่อการขยายความร่วมมือครั้งนี้อย่างไร เพราะโดยปกติแล้ว ทุกครั้งที่ประเทศในกลุ่ม Quad เพิ่มความใกล้ชิดกัน ปักกิ่งมักออกมาแสดงท่าทีไม่พอใจ ซึ่งจะส่งผลต่อความตึงเครียดในภูมิภาคโดยรวม
"เรื่องนี้ต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมในรายละเอียด แต่สิ่งที่ชัดเจนแล้วคือโลกกำลังเปลี่ยน และการจับมือของอินเดียกับญี่ปุ่นครั้งนี้เป็นหมุดหมายสำคัญที่ใครก็ตามที่สนใจภูมิรัฐศาสตร์เอเชียไม่ควรมองข้าม" — พี่สยาม
สำหรับคนไทยที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจและธุรกิจ พี่สยามแนะนำให้ลองศึกษาเส้นทางการค้าและการลงทุนระหว่างอินเดีย ญี่ปุ่น และอาเซียนให้มากขึ้น เพราะในอีก 5-10 ปีข้างหน้า โอกาสทางธุรกิจในภูมิภาคนี้จะเปลี่ยนไปจากเดิมมาก และคนที่เตรียมตัวไว้ก่อนย่อมได้เปรียบเสมอครับ

