ต้องบอกว่าพี่เห็นข่าวนี้แล้วรู้สึกสะดุดใจนิดหนึ่ง เพราะไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นผู้นำรัฐบาลระดับนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูงานด้านเทคโนโลยีถึงโรงงานจริง ๆ แทนที่จะนั่งฟังบรีฟในห้องประชุม วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางเยี่ยมชมบริษัท AgiBot ที่นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อศึกษาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ล้ำสมัยที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมโลก
AgiBot คือใคร และทำไมถึงน่าสนใจ?
บริษัท Zhiyuan Innovation (Shanghai) Technology หรือที่รู้จักกันในชื่อ AgiBot คือหนึ่งในบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ชั้นนำของจีนในขณะนี้ โดยเชี่ยวชาญเรื่อง Humanoid Robot (หุ่นยนต์ที่มีรูปร่างและการเคลื่อนไหวคล้ายมนุษย์) และ Embodied AI หรือปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ ซึ่งหมายถึง AI ที่ไม่ได้อยู่แค่ในซอฟต์แวร์ แต่ถูกฝังลงในร่างกายหุ่นยนต์เพื่อให้สามารถโต้ตอบและทำงานในโลกจริงได้
ถ้าให้เทียบให้เห็นภาพ มันคือหุ่นยนต์ที่เดินได้ หยิบของได้ ตัดสินใจได้ตามสภาพแวดล้อม ไม่ใช่หุ่นยนต์แขนกลในสายการผลิตแบบเดิม ๆ อีกต่อไป เทคโนโลยีแบบนี้คือสิ่งที่บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ทั่วโลกกำลังแข่งกันพัฒนาอย่างเต็มที่
รัฐบาลไปดูงานครั้งนี้เพื่ออะไร?
ตามรายงานจากสำนักข่าวฐานเศรษฐกิจ การเยี่ยมชมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การไปถ่ายรูป แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการทำงานเชิงรุกของรัฐบาล เพื่อติดตามพัฒนาการเทคโนโลยีโลกอย่างใกล้ชิด และนำข้อมูลที่ได้กลับมาออกแบบนโยบายด้านเศรษฐกิจ การคลัง และการลงทุนให้สอดรับกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
การที่ ดร.เอกนิติ ในฐานะรัฐมนตรีคลังร่วมเดินทางด้วยนั้นน่าสนใจมาก เพราะมันบ่งบอกว่านี่ไม่ใช่แค่ทริปสายเทคโนโลยีล้วน ๆ แต่มีมิติด้านการเงินการลงทุนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งพี่มองว่านี่คือสัญญาณที่ดีที่รัฐบาลพยายามเชื่อมโยงภาคเทคโนโลยีกับนโยบายการคลังให้เป็นเนื้อเดียวกัน

ผลกระทบต่อคนไทยคืออะไร?
คำถามที่พี่คิดว่าคนไทยหลายคนอาจสงสัยคือ "แล้วเราได้อะไรจากเรื่องนี้?" ลองมองดูในหลายมิติ
- ด้านโอกาส: หากรัฐบาลสามารถดึงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และ AI ระดับโลกได้จริง หมายความว่ามีโอกาสเกิดการลงทุนใหม่ ๆ สร้างงานในสายเทคโนโลยี และยกระดับรายได้ประเทศในระยะยาว
- ด้านแรงงาน: เทคโนโลยี Humanoid Robot ในระยะยาวอาจส่งผลต่อตลาดแรงงาน โดยเฉพาะงานที่ต้องการแรงงานทำซ้ำในโรงงาน คนที่ทำงานในภาคการผลิตควรเริ่มคิดถึงการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ เอาไว้ด้วย
- ด้านนโยบาย: การที่รัฐบาลออกไปดูงานแบบนี้ เป็นสัญญาณว่าอาจมีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และ AI ตามมา ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำหรับสตาร์ทอัพไทยหรือนักลงทุนที่สนใจสายนี้
ความรู้สึกของพี่ต่อข่าวนี้
พูดตรง ๆ พี่รู้สึก "ระแวดระวัง" แบบมีความหวังปนอยู่ด้วย คือถ้าการดูงานครั้งนี้นำไปสู่นโยบายที่จริงจังและวัดผลได้ มันคือก้าวที่ดีมากสำหรับอนาคตของประเทศ แต่ถ้าเป็นแค่ภาพประกอบทริปราชการที่ไม่มีผลลัพธ์ชัดเจนตามมา ก็คงต้องรอดูกันต่อไป
ที่น่าสนใจคือยุคนี้จีนวิ่งเรื่อง AI และหุ่นยนต์เร็วมาก ถ้าไทยสามารถวางตัวเองเป็นฐานการผลิตหรือทดสอบตลาด (Test Market) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ โอกาสมันมีอยู่จริง แต่ต้องใช้นโยบายที่ฉลาด ไม่ใช่แค่พาตัวเองไปเป็นแหล่งผลิตราคาถูกอย่างเดิม
สิ่งที่ควรจับตาและเตรียมรับมือ
สำหรับคนที่อยากใช้ประโยชน์จากทิศทางนี้ พี่มีข้อแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ ดังนี้
- ติดตามประกาศนโยบายจากกระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรมในช่วงหลังการดูงานครั้งนี้ เพราะมีโอกาสที่จะมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้าน AI และหุ่นยนต์ตามมา
- ถ้าทำงานในสายการผลิตหรืออุตสาหกรรมที่มีงานซ้ำ ๆ ลองเริ่มศึกษาทักษะด้าน Digital หรือการดูแลระบบอัตโนมัติ เพราะทักษะเหล่านี้จะยิ่งสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ
- นักลงทุนและผู้ประกอบการอาจลองติดตามข่าวสารเรื่องนิคมอุตสาหกรรมเป้าหมายและมาตรการ BOI ในกลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve ที่เกี่ยวกับระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์
สุดท้ายแล้ว ข่าวนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ข้อมูลที่ได้ตอนนี้คือรัฐบาลไปดูงานและมีเจตนาจะนำความรู้กลับมาพัฒนานโยบาย รายละเอียดว่าจะออกมาเป็นแผนอะไร เมื่อไหร่ และคนไทยจะได้ประโยชน์จริงแค่ไหน ยังต้องรอดูกันต่อไป พี่จะคอยติดตามและรายงานให้ทราบเมื่อมีความคืบหน้าครับ
แล้วคุณล่ะ คิดว่าไทยพร้อมแค่ไหนกับการก้าวเข้าสู่โลกของหุ่นยนต์และ AI ระดับโลก?



