ถ้าบอกว่าสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการใช้งบไปเกือบ แสนล้านบาทต่อปี หลายคนอาจจะงงว่าเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ? พี่สยามอ่านโพสต์ของ นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า แล้วก็รู้สึกว่านี่คือเรื่องที่คนทั่วไปควรรู้ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของข้าราชการ แต่เป็นเรื่องของงบประมาณภาษีพวกเราทุกคนด้วย
ปัญหาใหญ่ที่หลายคนอาจมองข้าม
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า อายุรแพทย์ประสาทวิทยา และผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Somsak Tiamkao ระบุว่า งบประมาณสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการพุ่งสูงขึ้นทุกปีแบบไม่หยุด จนตอนนี้ใกล้แตะ หนึ่งแสนล้านบาทต่อปี แล้ว และนี่คือความท้าทายเชิงนโยบายที่รัฐต้องเผชิญ
คุณหมอไม่ได้แค่วิจารณ์ แต่เสนอแนวทางแก้ไขมาด้วยชัดเจน ซึ่งพี่สยามคิดว่าน่าสนใจมากและควรนำมาให้ทุกคนได้รับรู้ร่วมกัน
7 แนวทางที่คุณหมอสมศักดิ์เสนอ
1. ปฏิรูปการจ่ายค่ายาและเวชภัณฑ์ให้รัดกุมขึ้น
นพ.สมศักดิ์ เสนอถึง 4 มาตรการย่อยในเรื่องยา ซึ่งถือเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุดของระบบ ได้แก่
- คุมการสั่งยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ — การสั่งยานอกบัญชีต้องมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจน ถ้ายานั้นราคาแพงและไม่เร่งด่วน ต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการเภสัชกรรมของโรงพยาบาลก่อนเสมอ
- กำหนดราคากลางยา — ใช้ระบบราคาอ้างอิง ถ้ามียาในบัญชีที่ประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน ให้เบิกได้แค่ราคายาในบัญชี ส่วนต่างผู้ป่วยต้องรับผิดชอบเอง
- จัดซื้อยารวมระดับประเทศ — ให้กรมบัญชีกลางรวบรวมการจัดซื้อยาราคาแพง เช่น ยามะเร็ง ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านไวรัส เพื่อต่อรองราคาให้ต่ำลงโดยใช้อำนาจต่อรองของภาครัฐ
- บังคับใช้ยา Generic ก่อน — ยาสามัญ (Generic) หรือยาชนิดชื่อสามัญต้องเป็นตัวเลือกแรกเสมอ เปลี่ยนไปใช้ยาต้นแบบ (Original) ได้ก็ต่อเมื่อไม่ได้ผล ยกเว้นยาบางชนิดที่ต้องใช้ยาต้นแบบจริงๆ เช่น ยากันชักบางตัว
2. บังคับใช้ระบบ Gatekeeper หรือแพทย์ปฐมภูมิ
แนวทางนี้คือให้ข้าราชการลงทะเบียนกับหน่วยบริการปฐมภูมิหรือโรงพยาบาลประจำก่อน หากจะไปรักษาที่โรงพยาบาลตติยภูมิขนาดใหญ่ ต้องมี ใบส่งตัว เหมือนกับระบบบัตรทองและประกันสังคมที่ใช้อยู่แล้ว ยกเว้นกรณีฉุกเฉินเท่านั้น
3. เพิ่มส่วนร่วมจ่ายและปรับสิทธิประโยชน์
คุณหมอเสนอให้กำหนดอัตราร่วมจ่าย (Co-payment) สำหรับบริการที่เกินความจำเป็น เช่น ห้องพิเศษ หรือยานอกบัญชีที่มียาในบัญชีทดแทนได้ ถ้าผู้ป่วยยืนยันจะใช้สิ่งเหล่านั้น ให้ร่วมจ่ายสูงขึ้น เช่น 50% แทนที่รัฐจะออกให้ทั้งหมด พร้อมทบทวนรายการยาและเวชภัณฑ์ที่เบิกได้ด้วย
ความรู้สึกส่วนตัวของพี่สยาม
พี่สยามอ่านแล้วรู้สึกว่าคุณหมอพูดตรงมากนะ ถ้าเป็นเราเจอระบบที่เพื่อนบ้านเราใช้งบสาธารณสุขไปมากกว่าคนอื่นหลายเท่า ทั้งๆ ที่ระบบก็ควรจะยุติธรรมกว่านี้ได้ มันก็คงรู้สึกว่าต้องมีอะไรทำได้ดีกว่านี้ ข้อเสนอเรื่องใบส่งตัวหรือการร่วมจ่ายอาจฟังดูเข้มข้น แต่ถ้ามองให้ดี มันเป็นมาตรฐานที่คนใช้บัตรทองและประกันสังคมเขาทำกันอยู่แล้ว ความเท่าเทียมของระบบสุขภาพก็เริ่มจากตรงนี้แหละ
กระทบใครบ้าง และใครได้ประโยชน์?
ถ้ามาตรการเหล่านี้ถูกนำไปใช้จริง ผลกระทบจะเกิดกับหลายฝ่าย
- ข้าราชการและครอบครัว — อาจต้องปรับพฤติกรรม เช่น ต้องผ่านคลินิกปฐมภูมิก่อน หรือยอมรับยาในบัญชีแทนยาแบรนด์ที่คุ้นเคย แต่ก็ยังได้รับการรักษาที่ได้มาตรฐาน
- ระบบสาธารณสุขโดยรวม — งบประมาณที่ประหยัดได้ อาจถูกนำไปพัฒนาระบบบัตรทองหรือสุขภาพของประชาชนทั่วไปได้มากขึ้น
- โรงพยาบาลเอกชน — อาจได้รับผลกระทบจากการลดลงของผู้ป่วยข้าราชการที่เดิมเดินเข้าโรงพยาบาลขนาดใหญ่โดยตรง
- คนไทยทั่วไปในฐานะผู้เสียภาษี — ถ้าควบคุมงบได้จริง ก็อาจหมายความว่าภาษีของเราถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สิ่งที่ควรติดตาม
ต้องบอกตรงๆ ว่าข้อเสนอเหล่านี้ยังอยู่ในระดับ "แนะนำ" จากผู้เชี่ยวชาญ ยังไม่ใช่นโยบายที่ประกาศใช้จริง ดังนั้นสิ่งที่คนไทยทุกคนควรทำคือ ติดตามต่อ ว่ากรมบัญชีกลางหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรับลูกข้อเสนอนี้ไปหรือไม่ อย่างไร
สำหรับข้าราชการที่ใช้สิทธิรักษาพยาบาล ก็อาจเริ่มทำความเข้าใจระบบใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นยาที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ไม่ได้ด้อยกว่ายาแบรนด์มากอย่างที่หลายคนเข้าใจ
ระบบสุขภาพที่ดีไม่ใช่แค่ระบบที่ "ใช้ได้เยอะ" แต่ต้องเป็นระบบที่ "ใช้แล้วยั่งยืน" ด้วย เพราะวันที่งบหมด ทุกคนก็เดือดร้อนพร้อมกันหมด ไม่ว่าจะข้าราชการหรือประชาชนทั่วไปก็ตาม





