Mindset แบบไหนที่ทำให้คนและประเทศ "ติดกะลา" — วิเคราะห์จริงไม่ดราม่า

พี่สยาม
พี่สยาม
บันเทิง
ขนาดตัวอักษร
Mindset แบบไหนที่ทำให้คนและประเทศ

ถ้าพูดถึงคำว่า "อยู่ในกะลา" แล้วรู้สึกหัวร้อน... พี่สยามเข้าใจนะ เพราะใครๆ ก็ไม่อยากถูกมองว่าตัวเองคิดแคบหรือไม่พัฒนา แต่ถ้าเราลองถอยออกมาหนึ่งก้าว แล้วถามตัวเองตรงๆ ว่า "เราเปิดรับสิ่งใหม่จริงแค่ไหน?" คำตอบอาจทำให้เราหยุดคิดได้นานพอสมควรเลย

ประเด็นเรื่อง Mindset ของคนไทยที่วนเวียนกลายเป็นดราม่าในโซเชียลซ้ำๆ จริงๆ แล้วมันซ่อนคำถามสำคัญไว้ข้างในว่า — Mindset แบบไหนกันที่ทำให้คนหรือแม้แต่ทั้งประเทศ "หยุดนิ่ง" อยู่กับที่? พี่สยามลองสรุปมาให้อ่านกัน

Fixed Mindset vs Growth Mindset — ต่างกันยังไง?

นักจิตวิทยาชื่อดัง Carol Dweck จากมหาวิทยาลัย Stanford ได้นิยามสองแนวคิดนี้ไว้ชัดเจนมาก

  • Fixed Mindset (กรอบความคิดแบบตายตัว) — เชื่อว่าความสามารถของตัวเองมีขีดจำกัดตายตัว เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่ชอบความท้าทาย กลัวล้มเหลว และมักมองคนที่ทำได้ดีกว่าด้วยความรู้สึกคุกคาม
  • Growth Mindset (กรอบความคิดแบบเติบโต) — เชื่อว่าทักษะและความสามารถพัฒนาได้จากความพยายาม มองความล้มเหลวเป็นบทเรียน และยินดีเรียนรู้จากคนอื่น

ฟังดูง่าย แต่ในชีวิตจริง เราแต่ละคนมีทั้งสองแบบผสมกันอยู่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ บางคนกล้าเรียนรู้เรื่องงาน แต่พอเป็นเรื่องความสัมพันธ์กลับปิดรับมาก หรือบางคนพร้อมเปิดใจรับเทคโนโลยีใหม่ แต่พอมีใครวิจารณ์ผลงาน กลับรับไม่ได้เลย

ภาพ: www.thairath.co.th

"กะลา" ในที่นี้หมายถึงอะไรกันแน่?

คำว่า "อยู่ในกะลา" หรือ Comfort Zone ที่คนพูดถึงกัน ไม่ได้แปลว่า "คนจน" หรือ "คนไม่มีการศึกษา" อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด แต่มันหมายถึง กรอบความคิดที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกระดับ ทุกฐานะ

ลองนึกดูว่าเราเคยพูดประโยคเหล่านี้ไหม?

  • "มันก็แค่นี้แหละ ทำได้แค่นี้"
  • "คนไทยเป็นแบบนี้มาตลอด จะไปเปลี่ยนอะไร"
  • "ของแพงขึ้นมาทำไม ของเดิมก็พอแล้ว"
  • "คนต่างชาติทำได้ เพราะเขามีทุน เราไม่เหมือนกัน"

ถ้าเคย... ไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะมันเป็นกลไกธรรมชาติของสมองที่ชอบความคุ้นเคย แต่รู้แล้วก็ค่อยๆ ปรับได้

ทำไมสังคมถึงต้านคนที่อยากพัฒนา?

นี่คือส่วนที่น่าสนใจที่สุดในพี่สยามมองว่า — เมื่อใครพูดว่า "เราต้องทำให้ดีขึ้น" หรือ "ต้องพัฒนา" คนส่วนหนึ่งรู้สึกเหมือนถูกโจมตีทันที ทั้งที่คนพูดอาจไม่ได้เจตนาดูถูกเลยสักนิด

ภาพ: www.thairath.co.th

นักสังคมวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Tall Poppy Syndrome หรือ "ดอกไม้สูงโดนตัดก่อน" — หมายถึงวัฒนธรรมที่มีแนวโน้มดึงคนที่โดดเด่นหรือพยายามยกระดับตัวเองลงมา แทนที่จะยกคนอื่นขึ้นไปด้วยกัน พบได้ในหลายสังคมทั่วโลก ไม่ใช่แค่ไทย

ผลวิจัยจาก World Economic Forum (2023) ระบุว่า ประเทศที่มีวัฒนธรรม Growth Mindset สูง มีแนวโน้มสร้างนวัตกรรมและผลิตภาพทางเศรษฐกิจได้มากกว่าประเทศที่มีวัฒนธรรมแบบ Fixed Mindset อย่างมีนัยสำคัญ

แล้วเราจะเริ่มพัฒนา Mindset ตัวเองได้ยังไง?

พี่สยามไม่ได้บอกว่าต้องเปลี่ยนตัวเองในคืนเดียว แต่มีจุดเริ่มต้นง่ายๆ ที่ทำได้เลย

1. ฝึกฟังโดยไม่ด่วนป้องกันตัว

เวลาใครวิจารณ์สิ่งที่เราทำ ลองฝึกหายใจก่อนตอบโต้ แล้วถามตัวเองว่า "มีส่วนไหนที่เขาพูดถูกบ้างไหม?" แค่นี้ก็เปิดประตูบานใหม่แล้ว

ภาพ: www.thairath.co.th

2. แยกแยะระหว่าง "ตัวตน" กับ "ผลงาน"

คนที่มี Fixed Mindset มักมองว่าการวิจารณ์ผลงาน = การวิจารณ์ตัวเอง ซึ่งทำให้รับคำติชมไม่ได้เลย ลองฝึกมองว่า "งานชิ้นนี้มีจุดที่ปรับปรุงได้" โดยไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองแย่

3. ไปดูโลกให้กว้างขึ้น

ไม่จำเป็นต้องบินไปญี่ปุ่นหรืออิตาลี แค่อ่านหนังสือ ดูสารคดี ติดตามคนที่ทำสิ่งดีๆ ในโลก ก็ช่วยขยาย Reference Point ของเราได้มากแล้ว การที่เราไม่รู้ว่า "ดีกว่านี้ได้" ไม่ใช่เพราะเราโง่ แต่เพราะไม่เคยเห็นตัวอย่างเท่านั้นเอง

4. ยอมรับว่า "ดีกว่านี้ได้" ไม่ใช่การดูถูกของเดิม

การบอกว่า "ยังพัฒนาได้อีก" ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่มีอยู่แย่ แต่แปลว่า ยังมีพื้นที่ให้เติบโต ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ดีมากด้วยซ้ำ

มุมมองพี่สยาม

ถ้าเป็นพี่สยามเจอประเด็นแบบนี้ในชีวิตจริง... พี่ว่าเราทุกคนมีทั้งสองด้านในตัว วันไหนเปิดใจได้ก็เรียนรู้ไปได้ไกล วันไหนรู้สึกป้องกันตัวมาก ก็อาจปิดโอกาสดีๆ ออกไปโดยไม่รู้ตัว

สิ่งที่น่าสังเกตคือ เวลาดราม่าเรื่อง Mindset เกิดขึ้น ส่วนใหญ่เราไปโฟกัสที่ "คนพูด" ว่าพูดดีหรือไม่ดี แทนที่จะถามว่า "สิ่งที่เขาพูดมีส่วนจริงไหม?" นั่นเองที่พี่สยามว่าน่าสนใจที่สุดในเรื่องนี้

การพัฒนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครพูดหรือพูดด้วยน้ำเสียงแบบไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราพร้อมจะฟังและเปลี่ยนแปลงไหมต่างหาก แค่นั้นเอง

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook