พี่สยามเองก็เป็นคนหนึ่งที่ตื่นเช้ามาต้องคว้ากาแฟก่อนเลย แล้วก็หยิบวิตามิน กินปาท่องโก๋ หรือบางทีก็จิบส้มตามหลัง โดยไม่เคยคิดเลยว่ามันจะมีปัญหาอะไร แต่พอได้อ่านข้อมูลจากนักกำหนดอาหารและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็ต้องหยุดคิดใหม่เลยครับ เพราะนิสัยเล็กน้อยในตอนเช้าของเราอาจกำลังทำร้ายร่างกายอยู่โดยไม่รู้ตัว
ตามข้อมูลทางโภชนาการที่รายงานโดยไทยรัฐออนไลน์ ระบุว่า การดื่มกาแฟพร้อมกับอาหารหรือวิตามินบางประเภทนั้น ไม่ได้แค่ทำให้ท้องไม่สบาย แต่ยังส่งผลต่อการดูดซึมสารอาหาร เพิ่มความเสี่ยงโรคกรดไหลย้อน และทำให้คาเฟอีนค้างอยู่ในร่างกายนานเกินไปอีกด้วย มาเช็กกันเลยว่ามีอะไรบ้างที่ควรระวัง
1. ผลไม้รสเปรี้ยวและเกรปฟรุต
เริ่มต้นที่ตัวการที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงอย่าง เกรปฟรุต ครับ จูเลีย ซุมพาโน (Julia Zumpano) นักกำหนดอาหารจากคลีฟแลนด์คลินิก (Cleveland Clinic) ซึ่งเป็นสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า เกรปฟรุตมีสารที่ชะลอการทำงานของเอนไซม์ในตับที่ทำหน้าที่ขับคาเฟอีนออกจากร่างกาย ผลก็คือ คาเฟอีนจะตกค้างอยู่ในร่างกายได้นานถึง 25-30 ชั่วโมง ซึ่งอาจนำไปสู่อาการใจสั่น นอนไม่หลับ หรือวิตกกังวลได้

นอกจากเกรปฟรุตแล้ว ผลไม้รสเปรี้ยวอื่น ๆ อย่างส้มหรือมะนาว หากกินตอนท้องว่างพร้อมกาแฟ ก็จะยิ่งเพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร กระตุ้นให้เกิดอาการระคายเคืองและโรคกรดไหลย้อน (GERD) ได้มากขึ้นด้วยครับ
2. อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง
สำหรับคนที่ชอบทานอาหารเช้าแบบจัดหนัก ไม่ว่าจะเป็นเนื้อแดง ตับ ไข่แดง หรือผักใบเขียวอย่างผักโขม แล้วดื่มกาแฟตาม ต้องระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษครับ เพราะในกาแฟมีสารที่เรียกว่า โพลีฟีนอล (Polyphenols) และ แทนนิน (Tannins) ซึ่งสารสองตัวนี้มีฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็กเข้าสู่กระแสเลือด
พูดง่าย ๆ คือ แม้คุณจะกินอาหารที่มีธาตุเหล็กครบถ้วนแค่ไหน แต่ถ้าดื่มกาแฟพร้อมกัน ร่างกายก็ได้รับธาตุเหล็กไปใช้งานจริงน้อยกว่าที่ควร และถ้าเป็นแบบนี้บ่อย ๆ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้ครับ ซึ่งอาการที่เจอบ่อยคือเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ซีด โดยไม่รู้สาเหตุ

3. วิตามินและอาหารเสริม
นี่คือข้อที่พี่สยามเชื่อว่าหลายคนทำกันโดยไม่รู้ตัว เพราะนิสัยที่ว่า "กินวิตามินพร้อมกาแฟยามเช้า" ฟังดูเหมือนดูแลสุขภาพดี แต่จริง ๆ แล้วอาจได้ผลตรงกันข้ามครับ
แพทย์และนักโภชนาการแนะนำว่า ไม่ควรกินวิตามินร่วมกับกาแฟ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ แคลเซียม, ธาตุเหล็ก, สังกะสี (Zinc), วิตามินบี และวิตามินดี เหตุผลคือคาเฟอีนมีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อน ๆ ซึ่งจะเร่งให้ร่างกายขับวิตามินที่ละลายในน้ำออกไปก่อนที่จะถูกดูดซึมได้อย่างเต็มที่ ผลลัพธ์คือซื้อวิตามินแพง กินทุกวัน แต่ร่างกายไม่ได้ใช้ประโยชน์จริง ๆ เสียเงินเปล่าครับ
4. อาหารทอดและของมันไขมันสูง
เมนูโปรดของหลายคนอย่างปาท่องโก๋ ไก่ทอด หรือเบเกอรี่เนยหนัก ๆ ที่กินคู่กับกาแฟยามเช้า ฟังดูอร่อยมาก แต่ต้องบอกตามตรงว่าไม่ค่อยดีต่อกระเพาะอาหารสักเท่าไหร่ครับ

เพราะเมื่ออาหารไขมันสูงเจอกับคาเฟอีน จะเกิดกระบวนการที่ทำให้กระเพาะอาหารต้องทำงานหนักขึ้น คาเฟอีนไปกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะ ในขณะที่ไขมันสูงทำให้การย่อยช้าลง และผลพ่วงที่ตามมาคือหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัว เปิดทางให้กรดไหลย้อนขึ้นมาได้ง่ายขึ้น อาการที่รู้สึกได้คือจุกเสียด แน่นท้อง เรอเปรี้ยว ซึ่งถ้าปล่อยไว้นาน ๆ ก็อาจพัฒนาเป็นโรคกรดไหลย้อนเรื้อรังได้เลยครับ
แล้วควรทำยังไงดี?
ไม่ได้บอกให้เลิกดื่มกาแฟนะครับ แค่ปรับนิสัยนิดหน่อยก็ช่วยได้มากแล้ว พี่สยามขอสรุปคำแนะนำง่าย ๆ ดังนี้
- ถ้าต้องกินวิตามิน ให้เว้นระยะห่างจากการดื่มกาแฟอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้เต็มที่
- หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟตอนท้องว่างพร้อมผลไม้เปรี้ยว หรือถ้าชอบกินส้ม ให้เว้นช่วงระหว่างกาแฟและผลไม้สักหน่อย
- ถ้ากินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ลองเว้นกาแฟออกไปสัก 1 ชั่วโมงหลังมื้ออาหาร เพื่อให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ก่อน
- ลดของทอดหรือของมันในมื้อเช้า ลองเปลี่ยนเป็นขนมปังโฮลวีตหรือกล้วย ซึ่งเข้ากับกาแฟได้โดยไม่มีปัญหาต่อกระเพาะ
ถ้าเป็นพี่สยามเจอแบบนี้ คงเริ่มจากเปลี่ยนนิสัยเล็ก ๆ ก่อนเลย อย่างการเลื่อนเวลากินวิตามินออกไปหลังดื่มกาแฟสักชั่วโมง แค่นี้ก็น่าจะช่วยได้เยอะมากแล้วโดยไม่ต้องเสียสละกาแฟยามเช้าไปเลย
สำหรับคนไทยที่วิถีชีวิตเร่งรีบ กินกาแฟแทบทุกเช้า และมักหยิบวิตามินหรือปาท่องโก๋มากินด้วยพร้อมกัน ข้อมูลเหล่านี้ถือว่าสำคัญมากครับ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีปัญหากรดไหลย้อนอยู่แล้ว หรือคนที่รับประทานธาตุเหล็กเพราะมีภาวะโลหิตจาง ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษเพราะอาจทำให้การรักษาได้ผลน้อยลงโดยไม่รู้ตัว
ทิ้งท้ายด้วยคำถามให้คิดกันเล่น ๆ ครับ ว่าแต่ละวันเราดื่มกาแฟคู่กับอะไรบ้าง? ลองนึกดูแล้วกัน บางทีสิ่งที่คิดว่าเป็นกิจวัตรดี ๆ อาจต้องปรับนิดนึง เพื่อให้สุขภาพดีขึ้นในระยะยาวครับ





