ต้องบอกตามตรงว่าพอได้ยินตัวเลข 70,000 ล้านบาทครั้งแรก พี่สยามก็นิ่งไปพักหนึ่งเลย เพราะนั่นไม่ใช่เงินน้อยๆ และที่สำคัญกว่าคือมันไม่ใช่แค่การลงทุนทั่วไป แต่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ไทยเราพยายามดึงดูดมาหลายปีแล้ว
เกิดอะไรขึ้นที่นครเฉิงตู
ตามรายงานของมติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะทีมไทยแลนด์หารือกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จากจีน 4 บริษัทที่นครเฉิงตู ก่อนเดินทางต่อไปยังกรุงปักกิ่ง
ผลการหารือครั้งนี้ได้รับการยืนยันว่าทั้ง 4 บริษัทมีแผนลงทุนในประเทศไทย มูลค่ารวมกว่า 70,000 ล้านบาทภายในปีนี้ โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยความแม่นยำและเทคโนโลยีขั้นสูง หรือที่เรียกว่า Precision Technology ได้แก่
- อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสง (Optical Transceiver) — ชิ้นส่วนสำคัญสำหรับธุรกิจ Data Center หรือศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่กำลังเติบโตทั่วโลก
- เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และไมโครชิป สำหรับการสื่อสารความเร็วสูง ซึ่งเปรียบได้กับ "สมอง" ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด
- ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ยังขยายกำลังการผลิตในไทยอย่างต่อเนื่อง
ทำไมจีนถึงเลือกไทย
นายอนุทินให้เหตุผลว่า สิ่งที่ทำให้นักลงทุนจีนเลือกไทยเป็นลำดับต้นๆ คือความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง และสาธารณูปโภคที่พร้อมรองรับการเป็นฐานการผลิตนอกประเทศจีน
แต่มีปัจจัยหนึ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ ความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ พูดง่ายๆ คือภาวะสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทำให้บริษัทจีนจำเป็นต้องกระจายฐานการผลิตออกไปนอกประเทศ และไทยอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบมากในบริบทนี้
นอกจากนี้ นายกฯ ยังชี้ว่านักลงทุนต่างชื่นชมในระบบ Thailand FastPass ของ BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ซึ่งทำหน้าที่เป็น One-stop Service หรือจุดบริการเบ็ดเสร็จ ช่วยเร่งกระบวนการอนุมัติให้รวดเร็วขึ้น และที่สำคัญที่นักลงทุนพูดถึงคือ ไม่มีปัญหาเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์ใต้โต๊ะอีกต่อไป

ผลกระทบต่อคนไทยจะเป็นยังไง
นายอนุทินระบุว่าการลงทุนระดับนี้คาดว่าจะสร้างการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้น อีกหลายหมื่นตำแหน่ง และไม่ใช่แค่งานทั่วไป แต่เป็นงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่แรงงานไทยจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่โดยตรงจากบริษัทเหล่านี้
ถ้าเป็นไปตามที่พูด นั่นหมายความว่าคนไทยรุ่นใหม่ โดยเฉพาะสาย Engineering, วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี จะมีโอกาสทำงานในอุตสาหกรรมที่ตัวเองไม่เคยสัมผัสมาก่อน และนั่นอาจยกระดับทักษะแรงงานไทยได้จริงในระยะยาว
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ มองว่าคลื่นการลงทุนจากจีนรอบนี้มีนัยสำคัญเทียบได้กับยุคโชติช่วงชัชวาล ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยเคยเป็นดาวรุ่งของภูมิภาคในด้านการดึงดูดการลงทุนต่างชาติ
สิ่งที่ต้องจับตาและคำถามที่ยังค้างอยู่
พี่สยามอยากบอกตรงๆ ว่าข่าวนี้ฟังดูดีมาก แต่มีบางเรื่องที่ควรติดตามต่อ
- การจ้างงานจริงจะเป็นคนไทยกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะบางโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในอดีตนำแรงงานมาเองจากประเทศต้นทาง ซึ่งประชาชนทั่วไปต้องช่วยกันติดตาม
- การถ่ายทอดเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ในทางปฏิบัติ บริษัทข้ามชาติมักรักษาเทคโนโลยีหลักไว้ที่บริษัทแม่ ส่วนที่ไทยอาจได้รับเป็นแค่กระบวนการประกอบชิ้นส่วน
- ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ใช้ทรัพยากรน้ำและสารเคมีปริมาณมาก ต้องดูว่ามาตรการควบคุมจะเข้มข้นแค่ไหน
- ตัวเลข 70,000 ล้านบาทเป็นเงินที่จะเข้ามาจริงในปีนี้หรือเป็นแค่แผนที่แสดงเจตนา ตรงนี้ต้องรอติดตามต่อ
คนทำงานควรเตรียมตัวยังไง
ถ้าคลื่นการลงทุนนี้เกิดขึ้นจริง โอกาสที่จะตามมาอาจใหญ่กว่าที่คิด พี่สยามมีข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคนที่อยากอยู่ในกระแสนี้
- คนที่อยู่ในสาย วิศวกรรม ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิต ลองอัปเดตทักษะด้านระบบอัตโนมัติและ AI ไว้ก่อน เพราะโรงงานเทคโนโลยีขั้นสูงมักต้องการคนแบบนี้
- คนที่เรียนสาย ภาษาจีนและธุรกิจระหว่างประเทศ ช่วงนี้น่าจะมีตลาดงานที่กว้างขึ้น
- ติดตามประกาศงานจาก BOI และนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก)
ส่วนตัวพี่สยามมองว่านี่คือสัญญาณที่ดี ถ้าทุกอย่างเดินหน้าได้จริงตามที่คุยกัน ไทยเราอาจกำลังก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ในห่วงโซ่อุปทานโลกที่น่าตื่นเต้นมาก แต่ก็อยากให้ทุกคนติดตามต่อด้วย เพราะระหว่าง "แผนลงทุน" กับ "ลงทุนจริง" บางครั้งยังมีระยะห่างอยู่บ้าง
คำถามทิ้งท้ายที่อยากฝากไว้คือ — ถ้าไทยจะก้าวขึ้นมาเป็นฐานเทคโนโลยีระดับภูมิภาค แรงงานและสถาบันการศึกษาบ้านเราพร้อมแค่ไหนที่จะรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้?





