เช้าวันนี้ (6 ก.ค.) พี่สยามเปิดมาดูข้อมูลตลาดแล้วรู้สึกว่าบรรยากาศยังพอหายใจได้อยู่ครับ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ บล.พาย ออกมาประเมิน SET INDEX สำหรับวันนี้ไว้ที่กรอบ 1,600-1,625 จุด ซึ่งถือว่าเป็นกรอบที่แคบและยังต้องลุ้นกันต่อ โดยมีแรงหนุนจากฝั่งเอเชียที่น่าสนใจคือ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (Kospi) เปิดตลาดเช้านี้บวกขึ้นถึง +1.8% ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกทางจิตวิทยาให้นักลงทุนในภูมิภาครู้สึกผ่อนคลายขึ้นได้บ้าง
สหรัฐหยุด ตลาดโลกพักลมหายใจ
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ปิดทำการเนื่องในวัน Independence Day (วันชาติสหรัฐ) ทำให้ตลาดโลกเงียบลงชั่วคราว แต่ประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกยังจับตาอยู่อย่างใกล้ชิดคือทิศทางของ เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดหุ้นในช่วงนี้
สัปดาห์ก่อนหน้า มีสัญญาณที่ค่อนข้างดีจากตลาดแรงงานสหรัฐที่เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลาย ส่งผลให้ Bond Yield (อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ) ซึ่งก็คือตัวชี้วัดต้นทุนการกู้เงินในระบบการเงินโลก เริ่มปรับตัวลดลง ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ก็คือเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรลดลง เงินจะไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัยมาสู่ตลาดหุ้นและทองคำมากขึ้นนั่นเองครับ
จุดตัดสำคัญ: เงินเฟ้อสหรัฐสัปดาห์หน้า
ตามรายงานของ บล.พาย ปัจจัยที่จะมีผลต่อ Bond Yield อย่างมีนัยสำคัญในช่วงนี้คือ ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ ที่จะประกาศในสัปดาห์ถัดไป หากตัวเลขออกมาลดลงอย่างชัดเจนหรือต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ จะยิ่งเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงไทยด้วย
นอกจากนี้ คืนนี้ยังมีตัวเลขที่ต้องติดตามคือ ดัชนี PMI ภาคบริการจาก ISM (ดัชนีวัดกิจกรรมในภาคบริการของสหรัฐ) ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 54.2 และยังต้องจับตาพฤติกรรมของหุ้นในกลุ่ม Semiconductor (ชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) กับกลุ่ม Hyperscalers (บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Microsoft, Google, Amazon) ที่เริ่มเห็นสัญญาณการสลับเข้าออกระหว่างกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเงินทุนในตลาดโลก
หุ้นไทยวันศุกร์ที่แล้ว: ต่างชาติกวาดซื้อกว่า 5,700 ล้าน
พี่สยามต้องยอมรับว่าตัวเลขวันศุกร์ที่ผ่านมาน่าตื่นเต้นพอดูครับ ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นอย่างร้อนแรง โดยมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติราว 5,700 ล้านบาท ซึ่ง บล.พาย ประเมินว่าแรงหนุนนี้มาจากการที่นักลงทุนสถาบันระดับโลกเริ่มหมุน (Rotate) เงินทุนออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Sector Tech) มาสู่หุ้นกลุ่ม Value Stock หรือหุ้นพื้นฐานที่มีราคาสมเหตุสมผลกว่า ซึ่งหุ้นไทยหลายตัวเข้าข่ายนี้พอดี
และมีการคาดการณ์ว่าแรงส่งนี้ยังพอมีต่อเนื่องได้อยู่ แต่ต้องไม่ลืมติดตาม เงินเฟ้อไทย ด้วย ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY)
ความรู้สึกของพี่สยาม: ดีใจแต่ยังไม่ตื่นเต้นมากนัก
ถ้าให้พูดตรงๆ เห็นตัวเลขต่างชาติซื้อสุทธิเกือบ 6 พันล้านในวันเดียวก็ยิ้มได้ครับ แต่พี่สยามเป็นคนที่เชื่อว่า "ความสุขในตลาดหุ้นต้องมาพร้อมความระมัดระวัง" เสมอ เพราะช่วงนี้ตลาดฟื้นมาค่อนข้างเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากแรงเก็งกำไรและ Fund Flow จากต่างชาติ ไม่ใช่การปรับขึ้นของพื้นฐานกิจการที่ชัดเจน ดังนั้นความผันผวนยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาครับ
กลุ่มหุ้นที่ บล.พาย แนะนำระยะสั้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น บล.พาย แนะนำให้พิจารณาหุ้นในกลุ่มต่อไปนี้ตามรายงาน:
- กลุ่มเทคโนโลยี: DELTA, HANA
- กลุ่มค้าปลีก: CPALL, CPN, HMPRO
- กลุ่มโรงพยาบาล: BDMS, BH, BCH
- กลุ่มการเงิน: MTC, SAWAD, TIDLOR
- กลุ่มโรงไฟฟ้า: BGRIM, GPSC
หุ้นเหล่านี้เป็นหุ้น Value Stock ที่ บล.พาย มองว่ายังมีโอกาสในระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงที่เงินทุนกำลังหมุนออกจากกลุ่มเทคโนโลยีระดับโลก
คำเตือนที่พี่สยามอยากฝากไว้
"Valuation ที่เริ่มสูงและยังไม่เห็นการปรับกำไรขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ" — บล.พาย
ประโยคนี้จาก บล.พาย สำคัญมากครับ แปลให้เข้าใจง่ายคือ ราคาหุ้นขึ้นมาแล้ว แต่กำไรของบริษัทยังไม่ได้โตตาม ถ้าเปรียบเหมือนซื้อของ ก็คือราคาขึ้นไปก่อนที่สินค้าจะดีขึ้น ความเสี่ยงตรงนี้ต้องระวังครับ โดยเฉพาะนักลงทุนมือใหม่หรือคนที่กำลังจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในช่วงนี้
สิ่งที่พี่สยามแนะนำคือ ติดตามผลประกอบการไตรมาส 2/2026 (2Q26) ของบริษัทจดทะเบียนที่กำลังจะทยอยรายงานออกมา เพราะตัวเลขกำไรจริงจะบอกได้ว่าการปรับขึ้นของราคาหุ้นนั้น "มีเนื้อมีหนัง" แค่ไหน ถ้ากำไรดีตามมา ตลาดก็มีโอกาสขึ้นต่อได้ แต่ถ้ากำไรผิดหวัง อาจเห็นการเทขายทำกำไรตามมาได้ครับ
สุดท้ายนี้ ตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครทายได้ถูกต้อง 100% ข้อมูลและการประเมินทั้งหมดในบทความนี้มาจากรายงานของ บล.พาย เพื่อใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน การลงทุนทุกครั้งมีความเสี่ยง ศึกษาข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจเสมอนะครับ แล้วคุณมองทิศทางตลาดไทยช่วงนี้ยังไงบ้าง? ลองแชร์ความเห็นกันได้ครับ





