กำไร Samsung พุ่ง 19 เท่า แต่หุ้นร่วง 8% — เกิดอะไรขึ้นกับราชาชิปโลก?

พี่สยาม
พี่สยาม
การเงิน
ขนาดตัวอักษร
กำไร Samsung พุ่ง 19 เท่า แต่หุ้นร่วง 8% — เกิดอะไรขึ้นกับราชาชิปโลก?

ตัวเลขสวยงาม แต่ตลาดไม่ปลื้ม

ถ้าพูดถึงบริษัทเทคโนโลยีที่คนไทยคุ้นหน้าคุ้นตามากที่สุดเจ้าหนึ่ง คงหนีไม่พ้น Samsung Electronics ยักษ์ใหญ่สัญชาติเกาหลีใต้ที่แทบทุกบ้านในไทยมีผลิตภัณฑ์ของเขาอยู่สักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นมือถือ ทีวี ตู้เย็น หรือแม้แต่ชิปในคอมพิวเตอร์

ล่าสุด Samsung รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2024 ออกมาแล้ว และตัวเลขนั้น... สวยมากครับ กำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) พุ่งสูงถึง 89.4 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 58,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 19 เท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว — ตัวเลขนี้ฟังดูเหมือนเฟกนิวส์เลย แต่มันเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น

แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการ ขาดแคลนชิปหน่วยความจำ (Memory Chip Shortage) ที่เกิดขึ้นจากความต้องการด้าน AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่โตระเบิดในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เซิร์ฟเวอร์ AI ต้องการแรม ต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลมหาศาล Samsung เป็นเจ้าตลาดชิปหน่วยความจำโลก เลยได้อานิสงส์เต็มๆ

แต่แล้วเรื่องน่าแปลกก็เกิดขึ้น — ราคาหุ้น Samsung กลับร่วงลงกว่า 8% หลังประกาศผลประกอบการออกมา นักลงทุนทั่วโลกขายหุ้นทิ้ง ทั้งที่กำไรดีขนาดนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

ทำไมกำไรดีแต่หุ้นตก? เรื่องของ "ความคาดหวัง" และ "ความกลัว"

ในตลาดหุ้น มีคำพูดที่ได้ยินกันบ่อยว่า "Buy the rumor, sell the news" — ซื้อเมื่อมีข่าวลือ ขายเมื่อข่าวออก ซึ่งนี่คือส่วนหนึ่งของสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Samsung ครับ

นักวิเคราะห์และนักลงทุนส่วนใหญ่รู้อยู่แล้วว่าผลประกอบการจะออกมาดี เพราะกระแส AI บูมมาตลอด ราคาหุ้นจึงขึ้นไปรอล่วงหน้าแล้ว พอผลออกมาจริง ก็เกิดการขายทำกำไร (Profit Taking) นี่เป็นเรื่องปกติของตลาดทุน

แต่ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ ความกลัวเรื่อง Oversupply หรือสินค้าล้นตลาด ครับ ตรรกะมีอยู่ว่า ตอนนี้ชิปขาดแคลน ราคาดี กำไรพุ่ง แต่ Samsung เองก็ประกาศแผนสร้างโรงงานผลิตชิปเพิ่ม (Fab) เพื่อรองรับความต้องการ AI ที่กำลังโต ถามว่าฟังดูดีไหม? ดีสิ แต่ปัญหาคือ โรงงานพวกนี้ใช้เวลาหลายปีกว่าจะผลิตได้จริง ระหว่างนั้น ถ้าตลาด AI ชะลอตัว หรือผู้ผลิตชิปเจ้าอื่นก็เร่งผลิตพร้อมกัน ก็อาจเกิดภาวะชิปล้นตลาดได้ในอนาคต

วงการเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) หรืออุตสาหกรรมชิปนั้นขึ้นชื่อเรื่องวัฏจักรที่เรียกว่า "Boom and Bust Cycle" — ขาขึ้นก็ขึ้นแรง ขาลงก็หนัก ใครที่ติดตามข่าวธุรกิจมาสักพักจะจำได้ว่าปี 2022-2023 Samsung เคยขาดทุนหนักมากในธุรกิจชิปมาแล้ว ก่อนจะฟื้นกลับมาในครั้งนี้

AI Boom คืออะไร และมันขับเคลื่อนธุรกิจชิปยังไง?

สำหรับคนที่ยังสงสัยว่าทำไม AI ถึงต้องการชิปมากขนาดนี้ ขอเล่าให้ฟังแบบสั้นๆ ครับ

การฝึก AI (AI Training) และการนำ AI ไปใช้งาน (AI Inference) นั้นต้องอาศัยการประมวลผลข้อมูลมหาศาล เซิร์ฟเวอร์ที่รัน ChatGPT, Gemini, หรือ AI อื่นๆ ต้องมี GPU (ชิปประมวลผลกราฟิกขั้นสูง) จำนวนมหาศาล และ GPU แต่ละตัวต้องมี HBM (High Bandwidth Memory) หรือหน่วยความจำแบนด์วิธสูง เกาะติดอยู่ด้วย ซึ่ง Samsung และ SK Hynix เป็นผู้ผลิต HBM รายใหญ่ที่สุดของโลก

ความต้องการ HBM พุ่งขึ้นเป็นสิบเท่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ราคาชิปหน่วยความจำโดยรวมสูงขึ้นตาม และนั่นคือที่มาของกำไรก้อนโตของ Samsung ในไตรมาสนี้ ตามรายงานของสำนักข่าว Reuters ที่อ้างอิงข้อมูลจากการแถลงผลประกอบการของบริษัทโดยตรง

แล้วคนไทยได้รับผลกระทบยังไง?

บางคนอาจคิดว่า "เรื่องนี้ไกลตัวนะ เป็นแค่ผลกำไรบริษัทต่างชาติ" แต่จริงๆ แล้วมันใกล้ตัวเราพอสมควรครับ ลองมาดูกัน

  • ราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์: ชิปหน่วยความจำเป็นส่วนประกอบหลักในมือถือ โน้ตบุ๊ก และสมาร์ทโฮมทุกชนิด ถ้าราคาชิปสูง ต้นทุนผู้ผลิตสูงขึ้น สุดท้ายก็มาลงที่กระเป๋าผู้บริโภคอย่างเราครับ แต่ถ้าเกิด Oversupply ในอนาคต ราคาอาจลงได้เหมือนกัน
  • ตลาดหุ้นไทยและกองทุน: Samsung เป็นหุ้นที่มีน้ำหนักสูงในดัชนีตลาดเกาหลีใต้ (KOSPI) และในกองทุนหุ้นต่างประเทศหลายตัวที่คนไทยถืออยู่ รวมถึงกองทุน ETF เทคโนโลยีต่างๆ ถ้าหุ้น Samsung ร่วง กองทุนพวกนี้ก็อาจได้รับผลกระทบบ้าง
  • อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย: ไทยเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ให้กับแบรนด์ต่างประเทศหลายเจ้า ความต้องการชิปที่เปลี่ยนแปลงย่อมกระทบซัพพลายเชนในประเทศเราด้วย
  • AI และเทคโนโลยีในไทย: ถ้า AI ยังโตต่อเนื่อง ความต้องการชิปก็จะสูงต่อ ซึ่งหมายความว่าต้นทุนการพัฒนา AI ในไทยยังสูงอยู่ สตาร์ทอัพหรือองค์กรที่อยากใช้ AI อาจต้องแบกต้นทุนค่าคลาวด์หรือค่าเซิร์ฟเวอร์ที่แพงกว่าที่ควร

มุมมองพี่สยาม: ระหว่างกำไรมหึมากับความกังวลที่ซ่อนอยู่

พูดตรงๆ นะครับ ตัวเลขกำไร 19 เท่านี้มันทำให้พี่อ้าปากค้างเหมือนกัน ถ้าผมถือหุ้น Samsung มาตั้งแต่ต้นปี ป่านนี้คงยิ้มกว้างมาก แต่พอเห็นราคาหุ้นร่วง 8% ในวันเดียวหลังประกาศผลดีขนาดนี้ มันก็เตือนให้นึกถึงบทเรียนที่ตลาดหุ้นสอนเสมอว่า "ตัวเลขในอดีตไม่ได้การันตีอนาคต"

สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดสำหรับผมคือ แผนสร้างโรงงานชิปเพิ่มของ Samsung เป็นการพนันครั้งใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ถ้า AI ยังบูมต่อเนื่องอีก 5-10 ปี Samsung คือผู้ชนะ แต่ถ้าตลาดชะลอ หรือมีเทคโนโลยีใหม่มาแทนที่ชิปหน่วยความจำแบบเดิม ก็อาจเจ็บปวดได้มาก วงจรขึ้น-ลงของอุตสาหกรรมชิปมันโหดพอสมควรครับ

ถ้าเป็นนักลงทุนไทย ควรทำอย่างไร?

พี่ไม่ใช่ที่ปรึกษาทางการเงิน และบทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนนะครับ แต่ถ้าจะให้บอกในฐานะคนที่ติดตามข่าวธุรกิจมาสักพัก มีบางอย่างที่น่าคิด

  • อย่าตัดสินใจจากตัวเลขกำไรตัวเดียว: กำไรพุ่ง 19 เท่าฟังดูดีมาก แต่ตลาดมองไปข้างหน้า ไม่ใช่ข้างหลัง สิ่งที่นักลงทุนสนใจคือ "อีก 6 เดือน-1 ปีข้างหน้าจะเป็นยังไง" ไม่ใช่ "ที่ผ่านมาทำได้ดีแค่ไหน"
  • กระจายความเสี่ยง: ถ้าถือกองทุนหุ้นต่างประเทศที่มีหุ้นเทคโนโลยีหนัก ลองดูว่ามี Samsung หรือหุ้นชิปอื่นๆ มากแค่ไหน เพราะกลุ่มนี้ผันผวนได้มาก
  • ติดตามสัญญาณ Oversupply: ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ถ้าราคาชิปหน่วยความจำเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว อาจเป็นสัญญาณว่า Oversupply กำลังจะมา ซึ่งกระทบรายได้ Samsung ได้โดยตรง

สรุป: ดีแต่ต้องระวัง

Samsung ทำกำไรได้มหึมาจาก AI Boom และมันสะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังลงทุนมหาศาลกับเทคโนโลยี AI จริงๆ แต่การที่หุ้นร่วง 8% แม้กำไรจะดีขนาดนี้ มันบอกอะไรบางอย่างว่า ตลาดระมัดระวังกับความเสี่ยง Oversupply ในอนาคตอยู่

สำหรับคนไทยทั่วไป ข่าวนี้อาจไม่ได้กระทบชีวิตประจำวันโดยตรงในวันนี้ แต่ทิศทางของอุตสาหกรรมชิปโลกมีผลต่อราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เราใช้ กองทุนที่เราออมเงิน และอนาคตของ AI ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนชีวิตเราอยู่ทุกวันครับ

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วแบบนี้ การติดตามข่าวให้รู้เท่าทันจึงสำคัญมาก ไม่ใช่เพื่อเก็งกำไร แต่เพื่อเข้าใจว่าโลกกำลังไปทางไหน และเราจะเตรียมตัวรับมืออย่างไรได้บ้างนั่นเองครับ

ขอบคุณข้อมูล: Nikkei Asia Tech

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook