เมื่อญี่ปุ่นจะเปิดประตูการลงทุนแบบใหม่ให้โลกรู้จัก
ถ้าพูดถึงการลงทุนในญี่ปุ่น คนส่วนใหญ่อาจนึกถึงการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว หรือไม่ก็ซื้อกองทุนอสังหาริมทรัพย์แบบดั้งเดิม แต่ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่น่าสนใจมากจากแดนอาทิตย์อุทัย เมื่อสำนักข่าว Nikkei รายงานว่า SBI Securities และ Daiwa Securities สองบริษัทหลักทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นกำลังจะเปิดตัวระบบชำระเงินร่วมกัน ที่จะเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุนในธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ของญี่ปุ่นผ่านสิ่งที่เรียกว่า Security Token บนเทคโนโลยีบล็อกเชน
เรื่องนี้ฟังดูเทคนิคนิดหน่อย แต่พี่สยามจะพยายามเล่าให้เข้าใจง่ายที่สุด เพราะถ้าเข้าใจแล้ว มันน่าสนใจมากจริงๆ ครับ
Security Token คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ?
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Security Token (โทเคนหลักทรัพย์) คืออะไร พูดง่ายๆ คือมันคือ "ใบรับรองการลงทุนในรูปแบบดิจิทัล" ที่ถูกบันทึกอยู่บนบล็อกเชน (Blockchain — ระบบบันทึกข้อมูลแบบกระจายที่ไม่มีศูนย์กลาง แก้ไขย้อนหลังได้ยากมาก)
ลองนึกภาพแบบนี้ครับ ถ้าคุณอยากลงทุนในตึกออฟฟิศย่านชินจูกุของญี่ปุ่น แต่ตึกนั้นราคาหลายพันล้านเยน คนทั่วไปคงซื้อไม่ไหว ระบบ Security Token จะทำให้ตึกนั้นถูก "แบ่ง" ออกเป็นโทเคนเล็กๆ หลายล้านชิ้น แต่ละชิ้นแทนสัดส่วนความเป็นเจ้าของ นักลงทุนอย่างเราก็สามารถซื้อโทเคนแค่ไม่กี่ชิ้น แล้วได้รับผลตอบแทนตามสัดส่วนที่ถือ ไม่ต่างจากการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม แต่ทำผ่านระบบดิจิทัลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้มากกว่า

SBI และ Daiwa วางแผนอะไรไว้?
ตามรายงานของ Nikkei ทั้งสองบริษัทกำลังสร้างระบบ Settlement (ระบบชำระราคาและโอนทรัพย์สิน) ร่วมกัน โดยมีแผนจะเริ่มเปิดให้บริการแก่ลูกค้าในสิงคโปร์เป็นประเทศแรก ก่อนจะขยายไปยังนักลงทุนต่างชาติในประเทศอื่นๆ ต่อไป
ทำไมถึงเลือกสิงคโปร์ก่อน? เหตุผลไม่ยากเดาเลยครับ สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการเงินของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีนักลงทุนมืออาชีพและสถาบันการเงินระดับโลกอยู่เต็มไปหมด กฎระเบียบด้านการเงินดิจิทัลก็ชัดเจนและเอื้ออำนวยกว่าหลายประเทศ ถือเป็น "ประตูทดสอบ" ที่ดีที่สุดก่อนขยายไปทั่วโลก
นอกจากนี้ ทั้ง SBI Securities และ Daiwa Securities ยังกำลังพิจารณาเปิดโอกาสให้ลูกค้าของตนลงทุนใน Security Token ในตลาดสิงคโปร์ด้วย ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่แค่ช่องทางเดียว แต่อาจกลายเป็นระบบนิเวศการลงทุนข้ามพรมแดนที่ครบวงจรมากขึ้น
ทำไมเรื่องนี้ถึงน่าจับตามอง?
ญี่ปุ่นไม่ได้โดดเด่นเรื่องการเปิดรับนวัตกรรมทางการเงินรวดเร็วนัก แต่เรื่อง Security Token นี้ญี่ปุ่นอยู่ในกลุ่มแนวหน้าของโลกเลย ตั้งแต่ปี 2019 ญี่ปุ่นได้แก้กฎหมายให้ครอบคลุม Security Token อย่างชัดเจน ทำให้มีกรอบกฎหมายรองรับก่อนหลายประเทศ
ปัจจุบันตลาด Security Token ทั่วโลกยังเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ แต่มูลค่ารวมของโทเคนที่ออกและซื้อขายได้ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ที่ปรึกษาการเงินหลายสำนักประเมินว่าตลาดนี้อาจมีมูลค่าสูงถึงหลักหลายล้านล้านดอลลาร์ภายในทศวรรษนี้ เพราะมันเปิดให้สินทรัพย์ที่เคยซื้อขายยากอย่างอสังหาริมทรัพย์หรือโครงสร้างพื้นฐาน สามารถถูกลงทุนได้ง่ายและโปร่งใสมากขึ้น
"Security Token เปรียบเหมือนการเอาสินทรัพย์จริงมาใส่ในกรอบดิจิทัล ทำให้มันซื้อขายได้ง่าย แบ่งสัดส่วนได้ และตรวจสอบได้ตลอด 24 ชั่วโมง"
มุมมองพี่สยาม: รู้สึกยังไงกับข่าวนี้?
ส่วนตัวพี่สยามอ่านข่าวนี้แล้วรู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อยครับ เพราะมันบ่งบอกว่าโลกของการลงทุนกำลังเปลี่ยนไปจริงๆ ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนสมัยก่อนที่การซื้อหุ้นต้องไปที่โบรกเกอร์ด้วยตัวเอง แล้วก็มีแอปมือถือให้ซื้อขายได้ตลอดเวลา นี่อาจเป็นขั้นต่อไปของการลงทุนที่ทำให้สินทรัพย์มูลค่าสูงๆ อย่างอสังหาฯ ในโตเกียวหรือโอซาก้า เข้าถึงได้สำหรับคนที่มีเงินลงทุนไม่มากนัก
ถ้าพี่สยามเป็นนักลงทุนที่สนใจตลาดญี่ปุ่น และมีโอกาสเข้าถึงระบบนี้ได้ พี่คงศึกษาอย่างละเอียดก่อนแน่นอน ไม่ใช่รีบกระโจนเข้าไปทันที เพราะนวัตกรรมใหม่ก็มาพร้อมความเสี่ยงใหม่เสมอ
แล้วคนไทยได้อะไรจากเรื่องนี้?
อาจมีบางคนคิดว่านี่เป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้วมันเกี่ยวข้องกับเราในหลายมิติครับ
- โอกาสสำหรับนักลงทุนไทย: หากระบบนี้ขยายมาถึงนักลงทุนในไทย (ซึ่งยังต้องรอดูอีกสักพัก) คนไทยที่สนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือธุรกิจญี่ปุ่นอาจมีทางเลือกใหม่ที่ง่ายและโปร่งใสกว่าช่องทางเดิม
- บทเรียนด้านกฎระเบียบ: ประเทศไทยเองก็กำลังพัฒนากฎหมายด้านสินทรัพย์ดิจิทัล กรณีของญี่ปุ่นถือเป็นบทเรียนที่น่าศึกษาว่าควรวางกรอบกฎหมายอย่างไรจึงจะดึงดูดการลงทุนได้โดยไม่เสี่ยงเกินไป
- ภาพรวมเศรษฐกิจภูมิภาค: เมื่อญี่ปุ่นเปิดให้ต่างชาติลงทุนได้ง่ายขึ้น เงินทุนในภูมิภาคอาจไหลเข้าญี่ปุ่นมากขึ้น ซึ่งมีผลต่อการแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนในเอเชียโดยรวม
- แรงบันดาลใจสำหรับ Startup FinTech ไทย: โมเดลนี้อาจสร้างแรงบันดาลใจให้บริษัทเทคโนโลยีการเงินในไทยพัฒนาโซลูชันคล้ายกันสำหรับสินทรัพย์ไทย
ข้อควรระวัง: ไม่ใช่ว่าดีทุกอย่าง
พี่สยามต้องพูดตรงๆ ด้วยว่า แม้เรื่องนี้จะฟังดูน่าตื่นเต้น แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องระวังนะครับ
- ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ: Security Token ยังเป็นเรื่องใหม่ในหลายประเทศ รวมถึงไทย กฎหมายอาจเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งที่ทำได้วันนี้อาจถูกจำกัดในอนาคต หรือในทางกลับกัน
- ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง: ตลาดซื้อขาย Security Token ยังไม่ได้ใหญ่เหมือนตลาดหุ้นทั่วไป การจะขายคืนเมื่อต้องการเงินด่วนอาจไม่ง่าย
- ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี: แม้บล็อกเชนจะปลอดภัยสูง แต่ระบบที่ต่อเชื่อมกับมัน เช่น กระเป๋าเงินดิจิทัล หรือแพลตฟอร์มซื้อขาย ยังมีความเสี่ยงถูกโจมตีทางไซเบอร์
- ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: ลงทุนในสินทรัพย์ญี่ปุ่นด้วยเงินเยน คนไทยต้องแบกรับความผันผวนของค่าเงินเยน-บาทด้วย
- ระวังของปลอม: เมื่อมีเทรนด์ใหม่ มักมีคนฉวยโอกาสสร้าง "โครงการ" ที่อ้างว่าเป็น Security Token แต่ไม่มีสินทรัพย์จริงรองรับ ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนเสมอ
จะติดตามเรื่องนี้ควรทำอย่างไร?
สำหรับใครที่สนใจเรื่องนี้จริงๆ พี่สยามแนะนำให้เริ่มจากการศึกษาก่อนครับ ยังไม่ต้องรีบลงทุน เพราะระบบของ SBI และ Daiwa ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น และยังไม่ได้เปิดให้นักลงทุนทั่วไปในไทยโดยตรง
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือ ติดตามข่าวจาก Nikkei Asia และเว็บไซต์ของ SBI Securities รวมถึงศึกษากฎเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของไทยว่ามีการอัปเดตเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างไรบ้าง เพราะถ้าเกิดโอกาสขึ้นมาจริง คนที่เตรียมตัวไว้ก่อนจะได้เปรียบกว่าคนที่ตามข่าวทีหลังแน่นอน
บทสรุป: ก้าวเล็กๆ ที่อาจเปลี่ยนโลกการลงทุน
การที่ SBI Securities และ Daiwa Securities จะเปิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้าถึงสินทรัพย์ญี่ปุ่นผ่าน Security Token บนบล็อกเชน อาจดูเหมือนข่าวเล็กๆ แต่จริงๆ มันคือสัญญาณว่าโลกการเงินกำลังเดินไปในทิศทางที่สินทรัพย์จะข้ามพรมแดนได้ง่ายขึ้น โปร่งใสขึ้น และเข้าถึงได้สำหรับคนทั่วไปมากขึ้น
พี่สยามมองว่านี่คือเทรนด์ที่คนไทยควรจับตามองครับ ไม่ใช่เพราะจะรีบกระโจนลงทุน แต่เพราะโลกการเงินกำลังเปลี่ยน และคนที่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงก่อน ย่อมมีโอกาสมากกว่าเสมอ ติดตามข่าวต่อไปนะครับ เรื่องนี้น่าจะมีความคืบหน้าให้ติดตามอีกเรื่อยๆ แน่นอน



