เมื่อปักกิ่งกระชับบังเหียน AI ระลอกใหม่
ช่วงนี้วงการ AI ทั่วโลกคึกคักมาก แต่ถ้าพูดถึงประเทศที่เคลื่อนไหวเรื่องกฎระเบียบ AI เร็วที่สุดในโลก คงหนีไม่พ้นจีน เพราะล่าสุดรัฐบาลปักกิ่งได้ออกกฎเกณฑ์ใหม่ที่ทำให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Alibaba, ByteDance และ Tencent ต้องรีบประกาศปิดฟีเจอร์ที่เรียกว่า "AI Persona" หรือบุคลิกสมมติของ AI กันพร้อมหน้าพร้อมตา
สำหรับคนที่ไม่คุ้นกับคำว่า AI Persona ขอเล่าให้ฟังแบบง่ายๆ ครับ มันคือฟีเจอร์ที่ทำให้ chatbot หรือ AI สามารถ "แสร้งทำเป็น" ว่าตัวเองเป็นคนหรือตัวละครบางอย่าง เช่น แชทบอตที่บอกว่าตัวเองชื่อ "มิน่า" เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่มีนิสัยเป็นมิตร มีความทรงจำ และมีอารมณ์เหมือนมนุษย์ ฟีเจอร์แบบนี้ได้รับความนิยมมากในแอปพลิเคชัน AI ของจีน เพราะทำให้การใช้งานรู้สึก "มีชีวิต" และดึงดูดผู้ใช้ได้ดี
ทำไมปักกิ่งถึงสั่งแบน?
ประเด็นหลักที่รัฐบาลจีนกังวลคือเรื่องความโปร่งใส ตามรายงานจากสื่อต่างประเทศหลายสำนัก รัฐบาลจีนมองว่าการที่ AI แสดงตัวเป็น "บุคคล" โดยไม่บอกผู้ใช้ว่าตัวเองเป็นปัญญาประดิษฐ์นั้น ถือเป็นการสร้างความเข้าใจผิดและอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมได้หลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการจูงใจผู้ใช้ในเชิงอารมณ์จนเกินไป การสร้างความสัมพันธ์เสมือนที่ผิดธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งการใช้ฟีเจอร์เหล่านี้เผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ตรงความจริง
กรอบกฎระเบียบที่จีนใช้ควบคุม AI นั้นพัฒนาต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่กฎเรื่อง Deepfake ในปี 2022 ไปจนถึงกฎ Generative AI (AI สร้างสรรค์เนื้อหา) ในปี 2023 และตอนนี้ก็มาถึงเรื่อง AI Persona โดยเฉพาะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนมีแนวทางที่ชัดเจนมากในการควบคุมเทคโนโลยี AI ทีละชั้นทีละชั้น

ยักษ์ใหญ่แห่วงการเทคจีนปรับตัวอย่างไร?
บริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกฎนี้มีหลายเจ้า และทุกเจ้าล้วนเป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลกทั้งนั้น
- Alibaba — เจ้าของ Tongyi Qianwen หรือที่รู้จักกันว่า Qwen ซึ่งเป็นโมเดล AI ที่แข่งขันกับ ChatGPT โดยตรง
- ByteDance — บริษัทแม่ของ TikTok ที่มีบริการ AI ชื่อว่า Doubao (豆包) ซึ่งเป็น AI Chatbot ยอดนิยมอันดับต้นๆ ในจีน
- Tencent — เจ้าของ WeChat และมี AI ชื่อ Hunyuan ที่ฝังในบริการต่างๆ
- NetEase — บริษัทเกมและสื่อออนไลน์ที่ก็มีบริการ AI ของตัวเองเช่นกัน
ทั้งหมดต่างประกาศแผนปิดหรือปรับเปลี่ยนฟีเจอร์ AI Persona ให้สอดคล้องกับกฎใหม่ โดยอาจเปลี่ยนไปใช้รูปแบบที่ต้องแจ้งให้ชัดเจนว่า "คุณกำลังคุยกับ AI" แทนที่จะปล่อยให้ผู้ใช้เชื่อว่ากำลังคุยกับบุคคลจริงๆ
มุมมองพี่สยาม: ถ้าเจออย่างนี้ในไทย จะรู้สึกยังไง?
ส่วนตัวพี่อ่านข่าวนี้แล้วรู้สึกสองอย่างพร้อมกันครับ อย่างแรกคือ "เข้าใจได้" เพราะพี่เคยลองใช้ AI ที่มีบุคลิกสมมติ แล้วรู้สึกว่ามันดึงดูดใจมากจนบางทีก็ลืมไปว่ากำลังคุยกับโปรแกรม โดยเฉพาะคนที่อยู่คนเดียว ผู้สูงอายุ หรือคนที่มีปัญหาสุขภาพจิต ฟีเจอร์แบบนี้อาจสร้างการพึ่งพาที่ไม่ดีต่อสุขภาพในระยะยาวได้
แต่อีกอย่างหนึ่งคือ "เสียดาย" เพราะถ้ามันถูกออกแบบมาดีและมีจริยธรรม AI ที่มีบุคลิกก็อาจเป็นประโยชน์มหาศาลในหลายด้าน เช่น การบำบัดด้วยการสนทนา การดูแลผู้ป่วยติดเตียง หรือการสอนภาษา สิ่งสำคัญคือ "ความโปร่งใส" ผู้ใช้ต้องรู้ตลอดเวลาว่าคู่สนทนาของตัวเองเป็น AI ไม่ใช่มนุษย์
บทเรียนนี้สำคัญแค่ไหนสำหรับคนไทย?
อาจมีคนบอกว่า "นี่เรื่องของจีนนะ ไม่เกี่ยวกับเราสักหน่อย" แต่จริงๆ แล้วมันเกี่ยวมากกว่าที่คิดครับ ด้วยเหตุผลหลักสองข้อ
ข้อแรก — บริการ AI จากจีนเข้ามาในไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะผ่านแอปบนมือถือ หรือผ่านแพลตฟอร์มที่คนไทยใช้งานอยู่แล้วอย่าง TikTok ที่เป็นของ ByteDance เพราะฉะนั้นนโยบายที่เปลี่ยนแปลงในจีนย่อมส่งผลต่อประสบการณ์ของผู้ใช้ไทยด้วย
ข้อสอง — ประเทศไทยเองกำลังอยู่ในช่วงพัฒนากฎหมาย AI เช่นกัน ซึ่งการดูแนวทางของประเทศที่ก้าวหน้าในเรื่องนี้อย่างจีนหรืออียู ก็ช่วยให้เราเข้าใจทิศทางที่กฎหมายไทยอาจมุ่งไปในอนาคต
ข้อดีและข้อเสียที่ต้องชั่งน้ำหนัก
สำหรับนโยบายแบนหรือจำกัด AI Persona นั้นมีทั้งสองด้านที่ต้องพิจารณาครับ
- ข้อดี: ป้องกันการหลอกลวงและความเข้าใจผิด, ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตจากการพึ่งพา AI มากเกินไป, เพิ่มความโปร่งใสในการใช้เทคโนโลยี และสร้างมาตรฐานที่ชัดเจนให้อุตสาหกรรม
- ข้อเสีย: อาจลดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทจีนในตลาดโลก ซึ่งบริษัทต่างชาติที่ไม่อยู่ใต้กฎนี้อาจได้เปรียบ, และอาจทำให้ประสบการณ์ใช้งาน AI ที่มีบุคลิกในเชิงบวก (เช่น AI ในการศึกษา) ถูกจำกัดตามไปด้วย
สัญญาณบอกอะไรเกี่ยวกับอนาคตของ AI ทั่วโลก?
การเคลื่อนไหวของจีนครั้งนี้น่าจับตามองเพราะมันสะท้อนให้เห็นแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่ารัฐบาลทั่วโลกไม่ได้จะปล่อยให้ AI พัฒนาแบบไร้ขีดจำกัดอีกต่อไปแล้ว ทั้งสหภาพยุโรปที่มี EU AI Act ซึ่งมีผลบังคับใช้บางส่วนในปี 2024 และสหรัฐอเมริกาที่เริ่มออก Executive Order ด้าน AI ก็ต่างมุ่งไปทิศทางเดียวกันคือ "ความโปร่งใส" และ "ความรับผิดชอบ"
จีนเองอาจมีแรงจูงใจทั้งในเชิงการควบคุมเนื้อหาทางการเมืองและการสังคม แต่ผลลัพธ์ที่ได้ในเชิงการคุ้มครองผู้บริโภคนั้นก็ไม่ต่างจากสิ่งที่กฎหมายตะวันตกพยายามทำมากนัก นั่นคือทำให้ผู้ใช้รู้ว่ากำลังติดต่อกับอะไร
คำแนะนำสำหรับคนไทยที่ใช้ AI ในชีวิตประจำวัน
แม้กฎนี้จะเป็นของจีน แต่พี่คิดว่ามันสอนบทเรียนที่ดีให้กับผู้ใช้ AI ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลกครับ
- รู้ตัวเสมอว่าคุณกำลังคุยกับ AI — ไม่ว่า AI จะมีบุคลิกน่ารักแค่ไหน หรือจะพูดเหมือนมนุษย์แค่ไหน สิ่งที่มันพูดคือข้อมูลที่ประมวลผลจากข้อมูล ไม่ใช่ความรู้สึกจริงๆ
- ระวังการพึ่งพา AI ในด้านอารมณ์มากเกินไป — โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ที่มีความเปราะบางทางจิตใจ ควรใช้ AI เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เพื่อนหรือคู่คิดหลักในชีวิต
- ตรวจสอบข้อมูลที่ได้จาก AI เสมอ — โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ การเงิน และกฎหมาย อย่าตัดสินใจสำคัญโดยอิงแค่สิ่งที่ AI บอก
- ติดตามพัฒนาการกฎหมาย AI ในไทย — เพราะในอนาคตอันใกล้ บริการ AI ที่คนไทยใช้อยู่อาจต้องปรับเปลี่ยนตามกฎหมายใหม่เช่นกัน
พี่คิดว่าข่าวนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีครับ ว่าในยุคที่ AI กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ การรู้เท่าทันเทคโนโลยีและนโยบายที่เกิดขึ้นรอบตัวเราเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การใช้งาน AI ให้เป็นประโยชน์ครับ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่จีน ยุโรป หรือไทย เราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบเดียวกันที่กำลังเรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกับ AI อยู่ในเวลาเดียวกัน





