ถ้าพูดถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย หลายคนคงนึกถึงภาพโรงงานใหญ่ ซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง และแรงงานอีกหลายแสนชีวิตที่ผูกพันกับอุตสาหกรรมนี้มาหลายสิบปี แต่ตอนนี้ภาพนั้นกำลังถูกท้าทายอย่างจริงจัง เพราะกลุ่มยานยนต์ออกมาส่งสัญญาณถึงภาครัฐว่า มาตรการส่งเสริม EV ในรอบถัดไป "ต้องไม่ใช่แค่ตัวเงิน" อีกต่อไปแล้ว
เสียงจากวงการ: EV นำเข้ามากเกินไป กระทบฐานการผลิตในประเทศ
นางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ (TAIA) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทาง TAIA ได้ร่วมมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (AIC) เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เดินหน้าอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV (Electric Vehicle)
ประเด็นที่หนักใจที่สุดในตอนนี้คือ ตลอดช่วงที่ผ่านมาของมาตรการ EV3.0 และ EV3.5 ของภาครัฐนั้น มีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจากต่างประเทศไหลเข้ามาในตลาดไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้ค่ายรถที่ลงทุนผลิตในประเทศไทยเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และยิ่งน่ากังวลขึ้นไปอีกว่า ถ้าไม่มีมาตรการที่ชัดเจนพอ ผู้ประกอบการบางรายอาจเลือกนำเข้ารถสำเร็จรูปแทนการตั้งโรงงานผลิตในไทยเลยก็ได้

ภาษีสรรพสามิต: ส่วนต่าง 8% อาจไม่พอจูงใจ
หนึ่งในปมสำคัญที่ทาง TAIA ชี้ให้เห็นคือเรื่องของ "ภาษีสรรพสามิต" ซึ่งปัจจุบันรถยนต์ EV นำเข้าถูกเก็บที่อัตรา 10% ขณะที่รถยนต์ EV ที่ประกอบในประเทศจ่ายเพียง 2% ฟังดูเหมือนจะดี แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น ส่วนต่างที่ห่างกันแค่ 8% อาจยังไม่มากพอที่จะดึงดูดให้ผู้ประกอบการตัดสินใจลงทุนสร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร และจ้างแรงงานในประเทศไทย
"ตอนนี้สมาชิกในสมาคม รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ก็พยายามหารือถึงประเด็นตรงนี้ เพื่อคำนวณว่าความเหมาะสมอยู่ตรงไหน และควรต้องให้ระยะเวลาในการปรับตัวกับผู้ประกอบการด้วย ซึ่งยังไม่มีใครตอบได้ ต้องรอความชัดเจนจากหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้" — นางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ นายก TAIA
พูดง่ายๆ คือ ตอนนี้ทุกฝ่ายกำลังหาตัวเลขที่ "ลงตัว" ซึ่งยังต้องใช้เวลาและรอคำตอบจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ

ข้อเสนอจากกลุ่มยานยนต์: ไม่ใช่เงิน แต่ต้องยั่งยืน
นอกจากเรื่องภาษีแล้ว กลุ่มอุตสาหกรรมยังเสนอแนวทางอื่นๆ ที่เน้นการสร้างความแข็งแกร่งระยะยาวให้อุตสาหกรรม ได้แก่
- พิจารณากลไก โควตานำเข้า ให้รัดกุมขึ้น เพราะปัจจุบันยังมีรถบางรุ่นที่นำเข้าผ่านช่องโควตาและกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ
- เพิ่มสัดส่วนการใช้ ชิ้นส่วนในประเทศ สำหรับรถ xEV (ครอบคลุมทั้ง HEV, PHEV, BEV และ FCEV)
- ส่งเสริมสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ที่ใช้ชิ้นส่วนผลิตในไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับซัพพลายเชนในประเทศ
- จัดมาตรการส่งเสริมการผลิตสำหรับ ผู้ผลิตทุกระดับ ไม่ใช่แค่แบรนด์ใหญ่
สิ่งที่กลุ่มยานยนต์เน้นย้ำคือ มาตรการ EV ระยะต่อไปต้องออกแบบมาเพื่อให้อุตสาหกรรม "ยืนได้ด้วยตัวเอง" ไม่ใช่แค่อิงกับการอุดหนุนทางการเงินจากภาครัฐอีกต่อไป
ในมุมมองของพี่สยาม: เรื่องนี้กระทบแรงงานไทยโดยตรง
ต้องยอมรับว่าฟังแล้วรู้สึกหนักอก เพราะถ้าเราลองคิดดูว่ายุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยรุ่งเรืองนั้น สร้างงานให้คนไทยกี่คน ตั้งแต่คนงานในโรงงาน ผู้ผลิตชิ้นส่วน ศูนย์บริการ ไปจนถึงร้านอะไหล่ในต่างจังหวัด ล้วนเชื่อมโยงกันหมด ถ้าวันหนึ่งค่ายรถตัดสินใจว่า "นำเข้าง่ายกว่าผลิตเอง" แรงงานในห่วงโซ่นี้ก็จะได้รับผลกระทบโดยตรง

และสิ่งที่ทำให้พี่สยามเห็นด้วยกับจุดยืนของกลุ่มยานยนต์คือ การสนับสนุนด้วยเงินสดหรือการลดราคาให้ผู้บริโภคนั้น อาจช่วยได้ในระยะสั้น แต่ถ้าโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมยังไม่แข็งแกร่ง พอเงินหมดทุกอย่างก็พังพร้อมกัน
ผลกระทบต่อคนไทย: ใครได้ ใครเสีย
ในระยะสั้น ผู้บริโภคที่กำลังมองหาซื้อรถ EV อาจรู้สึกว่าตัวเองได้ประโยชน์จากมาตรการที่ทำให้รถนำเข้าราคาถูกลง แต่ถ้ามองภาพรวมของประเทศ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักจากการนำเข้ามากเกินไปคือ
- แรงงานในโรงงานผลิตรถและชิ้นส่วน ที่อาจเผชิญกับการลดกำลังการผลิตหรือปิดสายการผลิต
- ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อย ที่ยังไม่สามารถปรับตัวสู่ชิ้นส่วน EV ได้ทันเวลา
- ชุมชนรอบนิคมอุตสาหกรรม ที่พึ่งพารายได้จากอุตสาหกรรมยานยนต์ทางอ้อม
ส่วนในระยะยาว ถ้าไทยยังรักษาฐานการผลิตไว้ได้และพัฒนาซัพพลายเชน EV ในประเทศได้สำเร็จ โอกาสที่ราคารถ EV จะถูกลงสำหรับคนไทยในอนาคตก็มีสูงกว่า เพราะไม่ต้องพึ่งนำเข้าทั้งหมด
สิ่งที่ต้องจับตาในช่วงนี้
ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงที่ทุกฝ่ายกำลังหารือ ยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนออกมา สิ่งที่น่าติดตามต่อจากนี้คือ
- ภาครัฐจะปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถ EV นำเข้าเทียบกับผลิตในประเทศอย่างไร
- จะมีกลไกโควตานำเข้าที่เข้มงวดขึ้นหรือเปล่า
- นโยบาย Local Content (สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ) จะถูกนำมาบังคับใช้จริงจังแค่ไหน
เรื่องเหล่านี้จะเป็นตัวชี้ชะตาว่าไทยจะยังคงเป็น "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" ในยุค EV ได้หรือไม่ หรือจะค่อยๆ กลายเป็นแค่ตลาดปลายทางรับรถจากที่อื่น
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมาไกลมากในรอบหลายสิบปี จะเสียของไปง่ายๆ คงไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับได้ครับ




