ต้องยอมรับว่าพอได้อ่านข่าวนี้แล้ว พี่รู้สึกทั้งโล่งใจและกังวลในเวลาเดียวกัน โล่งใจที่เห็นนักการเมืองไทยเดินหน้าเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่กังวลเพราะสิ่งที่เขายื่นหลักฐานไปนั้น — มันไม่ใช่แค่เรื่องน้ำเน่าในแม่น้ำอีกต่อไปแล้ว แต่มันลามมาถึงปลาที่เราตักมากิน และผักที่เราปลูกกินเองแล้ว
ปชน. เดินหน้าด้วยหลักฐานวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่คำพูด
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน เดินทางเข้ายื่นข้อมูลเพิ่มเติมต่อสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อผลักดันให้จีนร่วมมือแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนอย่างเป็นรูปธรรม ตามรายงานของมติชนออนไลน์
นายภัทรพงษ์ระบุชัดเจนว่า เนื้อหาในหนังสือที่ยื่นไปนั้นอ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากสองแหล่งหลัก ได้แก่ ผลการตรวจน้ำและตะกอนดินของกรมควบคุมมลพิษ และงานวิจัยของ นายธนพล เพ็ญรัตน์ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งยืนยันตรงกันว่า ต้นตอของสารพิษที่ไทยเจอมากว่า 1 ปีนั้น ไม่ได้มาจากโลหะหนักในธรรมชาติของไทย และไม่ได้เกิดจากกิจกรรมใดในฝั่งไทยเลย
สิ่งที่โดดเด่นในการยื่นครั้งนี้คือ ทาง ปชน. ได้แนบพิกัดเหมืองจำนวนถึง 2,676 จุด ซึ่งได้รับข้อมูลมาจาก Stimson Center องค์กรวิจัยด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติ เพื่อให้ฝ่ายจีนสามารถตรวจสอบได้ว่ามีภาคส่วนใดของจีนเชื่อมโยงกับเหมืองแห่งไหนบ้าง

แม่น้ำ 5 สาย พืชผัก และเนื้อปลา — ปัญหาถึงจานข้าวแล้ว
นายภัทรพงษ์เปิดเผยขอบเขตของปัญหาที่กว้างกว่าที่หลายคนคิด โดยปัจจุบันมลพิษได้แผ่ขยายไปยังแม่น้ำสำคัญถึง 5 สาย ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน
ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ในแม่น้ำกระบุรี มีการตรวจพบค่าสารหนูและตะกั่วเกินมาตรฐาน และเมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า:
- พืชผักในพื้นที่ปนเปื้อนสารโลหะหนักเกินมาตรฐานที่กำหนด
- เนื้อปลาจากแม่น้ำโขงมีการตรวจพบสารตะกั่วเกินเกณฑ์ปลอดภัยแล้ว
พูดง่ายๆ คือ ปัญหาที่เคยดูเป็นแค่เรื่องของน้ำในแม่น้ำ ตอนนี้ลามมาถึงของที่วางอยู่บนโต๊ะอาหารของเราแล้วครับ
เป้าหมายของ ปชน. คือดึงทุกฝ่ายมาร่วมตรวจสอบ ไม่ใช่ชี้นิ้วโทษใคร
นายภัทรพงษ์ย้ำชัดว่า จุดประสงค์ของการยื่นครั้งนี้ไม่ใช่การกล่าวหาจีน แต่ต้องการดึงประเทศในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของแร่เข้ามาร่วมตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับขอให้จีนบังคับใช้กฎหมายของตัวเองที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

- กฎหมาย Rare Earth Management (การจัดการแร่หายาก)
- กฎหมาย Outbound Investment (การลงทุนในต่างประเทศ)
- กฎหมาย Export Control (การควบคุมการส่งออก)
นอกจากนี้ ยังอ้างถึงกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง ที่จีนเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง ซึ่งมีกรอบด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ และขอให้จีนตอบกลับเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อนำมาสื่อสารกับประชาชนไทยให้ทราบว่าจีนใส่ใจปัญหานี้มากแค่ไหน
สิ่งที่คนไทยควรรู้และระวัง
พี่ขอฝากไว้สำหรับคนที่อาศัยหรือมีครอบครัวอยู่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำที่กล่าวถึง โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันตกของไทย ลองพิจารณาดูครับ:
- น้ำดื่ม — หากใช้น้ำจากแม่น้ำกก โขง สาย รวก หรือสาละวิน ควรติดตามประกาศจากกรมควบคุมมลพิษอย่างใกล้ชิด
- อาหาร — ควรระวังปลาที่จับจากแม่น้ำโขงในช่วงนี้ รวมถึงผักที่ปลูกในพื้นที่ที่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำดังกล่าว
- ติดตามข่าว — ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษและกรมประมงจะมีประโยชน์มากในการตัดสินใจว่าปลอดภัยหรือไม่
สำหรับชาวบ้านและเกษตรกรในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง ถ้ามีข้อสงสัยสามารถร้องเรียนผ่านสายด่วนกรมควบคุมมลพิษ 1650 ได้เลยครับ
ก้าวเล็กๆ แต่สำคัญ ในปัญหาที่รอไม่ได้
ถ้าถามว่าพี่มองเรื่องนี้ยังไง — การที่ ปชน. เดินหน้ายื่นหลักฐานอย่างเป็นระบบ แนบพิกัดพร้อม อ้างอิงงานวิจัย และใช้ช่องทางการทูตอย่างถูกต้อง มันเป็นแนวทางที่ควรได้รับการสนับสนุนครับ ไม่ว่าจะคิดยังไงกับพรรคนี้ในเรื่องอื่น
ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนเป็นเรื่องที่แก้คนเดียวไม่ได้ และรัฐบาลไทยเองก็ต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระของฝ่ายค้านฝ่ายเดียว
คำถามทิ้งท้ายที่พี่อยากให้ลองคิดดูคือ — ถ้าปัญหานี้มาถึงจานข้าวแล้ว แล้วเราจะรอให้ใครมาแก้ให้ หรือถึงเวลาที่ทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน ภาคประชาชน และองค์กรระหว่างประเทศ ต้องร่วมกันเดินหน้าพร้อมกันแล้วครับ?





