งบบัตรทองหลายแสนล้าน ไปไหนบ้าง? เปิดโครงสร้างการจัดสรรที่คนไทยควรรู้

พี่สยาม
พี่สยาม
สุขภาพ
ขนาดตัวอักษร
งบบัตรทองหลายแสนล้าน ไปไหนบ้าง? เปิดโครงสร้างการจัดสรรที่คนไทยควรรู้

บัตรทองใช้เงินเท่าไหร่ และใครได้รับไปบ้าง?

ทุกปีรัฐบาลไทยจัดสรรงบประมาณหลายแสนล้านบาทให้กับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า บัตรทอง เพื่อดูแลสุขภาพของคนไทยกว่า 47 ล้านคนที่อยู่ในระบบนี้ แต่หลายคนอาจตั้งคำถามในใจว่า เงินก้อนโตขนาดนี้ไปอยู่ที่ไหนกันแน่?

คำตอบไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่คิด เพราะระบบบัตรทองมีโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณที่ซับซ้อนกว่าการโอนเงินให้โรงพยาบาลรัฐแล้วจบ ถ้าอยากเข้าใจว่าภาษีของเราถูกใช้อย่างไร บทความนี้จะช่วยคลายข้อสงสัยได้

สปสช. คืออะไร และทำหน้าที่อะไร?

สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) คือหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็น "กระเป๋าเงิน" กลางของระบบบัตรทอง รับงบประมาณจากรัฐบาลแล้วจัดสรรออกไปยังหน่วยบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ โดยมีคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บอร์ด สปสช. เป็นผู้กำหนดนโยบายและอนุมัติการใช้จ่าย

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ สปสช. ไม่ได้เป็นเจ้าของโรงพยาบาล แต่ทำหน้าที่จ่ายเงินให้กับหน่วยบริการที่รักษาผู้ป่วยบัตรทอง ซึ่งมีอยู่หลากหลายสังกัดมาก

งบบัตรทองกระจายไปกี่กลุ่ม?

ตามข้อมูลที่ สปสช. เผยแพร่สาธารณะ การจัดสรรงบประมาณบัตรทองแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มหน่วยบริการ ไม่ใช่แค่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพียงอย่างเดียว

หน่วยบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

กลุ่มนี้ได้รับงบประมาณสูงสุด เพราะมีโรงพยาบาลในสังกัดมากที่สุดทั่วประเทศ ทั้งโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จากข้อมูลปี 2568 กลุ่มนี้ได้รับราวกว่า 1 แสนล้านบาท

โรงพยาบาลเอกชน

หลายคนอาจแปลกใจที่รู้ว่า โรงพยาบาลเอกชนก็ได้รับงบจากบัตรทองด้วย เพราะบางพื้นที่ไม่มีโรงพยาบาลรัฐ หรือโรงพยาบาลรัฐแออัดมาก ผู้ป่วยบัตรทองจึงใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการได้ ปี 2568 กลุ่มนี้ได้รับประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท

หน่วยบริการรัฐนอก สธ.

นี่คือส่วนที่หลายคนมักมองข้าม ได้แก่ โรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัย เช่น โรงพยาบาลของคณะแพทยศาสตร์ต่างๆ โรงพยาบาลกรมราชทัณฑ์ โรงพยาบาลทหาร และหน่วยบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เช่น โรงพยาบาลเมืองพัทยา รวมกันแล้วหลายหมื่นล้านบาทต่อปี

หน่วยบริการรัฐพิเศษ

กลุ่มนี้รวมถึงหน่วยงานที่มีลักษณะพิเศษ เช่น สถาบันการแพทย์เฉพาะทางระดับสูง ที่ได้รับงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับการรักษาโรคซับซ้อน

นอกจากจ่ายให้โรงพยาบาล ยังมีงบอะไรอีก?

นี่คือส่วนที่สำคัญมากแต่คนทั่วไปมักไม่รู้ ระบบบัตรทองไม่ได้แค่จ่ายค่ารักษาพยาบาลรายหัวธรรมดา แต่ยังมี งบเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มเฉพาะ ที่ต้องการการดูแลพิเศษ ได้แก่

  • ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ — ค่ายาต้านไวรัสมีราคาสูง รัฐจัดสรรงบเฉพาะเพื่อให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้เข้าถึงยาได้โดยไม่ต้องจ่ายเอง
  • ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง — การฟอกไตมีค่าใช้จ่ายสูงมาก บัตรทองครอบคลุมทั้งการฟอกไตทางเลือด (Hemodialysis) และการล้างไตทางช่องท้อง (CAPD)
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง — เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ มะเร็ง ล้วนมีงบดูแลแยกต่างหาก
  • พื้นที่กันดารและพื้นที่เสี่ยงภัย — ได้รับงบเพิ่มเติมเพราะต้นทุนการให้บริการสูงกว่าพื้นที่ปกติ
  • บริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ — คือการดูแลสุขภาพในระดับชุมชน เช่น อสม. รพ.สต. ที่ทำหน้าที่ป้องกันโรคก่อนที่จะต้องเข้าโรงพยาบาล

ตัวเลขจริงๆ มันเป็นอย่างไร?

อ้างอิงจากข้อมูลการจัดสรรงบประมาณที่ สปสช. เผยแพร่สาธารณะ ลองดูตัวเลขปี 2568 และ 2569 เปรียบเทียบกัน

ปี 2568 รพ.สธ. ได้รับราว 1.03 แสนล้านบาท ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนได้รับ 2.58 หมื่นล้าน รัฐในสธ.นอกสป. 1.8 หมื่นล้าน รัฐนอกสธ. 1.8 หมื่นล้าน ภาครัฐอื่นๆ 6.8 พันล้าน อปท. 4.4 พันล้าน และรัฐพิเศษ 3 พันล้านบาท

ปี 2569 ตัวเลขปรับลดลงในบางส่วน แต่โครงสร้างการจัดสรรยังคงกระจายไปหลายกลุ่มเช่นเดิม รพ.สธ. ได้ 9.93 หมื่นล้าน เอกชน 2.03 หมื่นล้าน ที่เหลือกระจายในสัดส่วนใกล้เคียงปีก่อน

พูดง่ายๆ คือ งบที่ไม่ได้ไป รพ.สธ. โดยตรงนั้นมีสัดส่วนเกือบ 40-50% ของทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่เงินหาย แต่กระจายไปตามโครงสร้างที่ออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น

ทำไมถึงต้องกระจายแบบนี้?

เหตุผลหลักคือ ระบบสาธารณสุขไทยไม่ได้มีแค่ สธ. เป็นผู้ให้บริการ แต่มีหน่วยบริการจากหลายสังกัด และผู้ถือบัตรทองทุกคนมีสิทธิ์เลือกใช้บริการจากหน่วยบริการที่ลงทะเบียนไว้ ดังนั้นเงินจึงต้อง "ตามผู้ป่วย" ไปยังหน่วยบริการที่เขาใช้จริง

นอกจากนี้ การมีงบพิเศษสำหรับกลุ่มเฉพาะก็สะท้อนหลักการสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพ ว่า ผู้ป่วยที่มีความต้องการมากกว่าควรได้รับทรัพยากรมากกว่า ไม่ใช่ให้เงินเท่ากันทุกคนแบบเหมาหัว

มุมมองของพี่สยาม

พี่สยามอ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่าโครงสร้างงบบัตรทองมันซับซ้อนกว่าที่ใครหลายคนคิดมาก และนั่นทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่ายมากด้วย คนที่มองแค่ตัวเลขบนหน้ากระดาษโดยไม่รู้ว่า "รพ.สธ." เป็นแค่ส่วนหนึ่งของทั้งระบบ ก็อาจคิดว่าเงินหายไปไหนก็ได้

สิ่งที่พี่สยามอยากฝากไว้คือ ระบบสาธารณสุขไทยมีความซับซ้อนที่สะสมมาหลายสิบปี การตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสเป็นเรื่องดี แต่ต้องมีข้อมูลรองรับก่อนด้วย ข้อมูลการจัดสรรงบบัตรทองนั้น สปสช. เปิดเผยต่อสาธารณะอยู่แล้ว ใครสนใจสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ สปสช. โดยตรง

และสำหรับคนไทยทุกคนที่ถือบัตรทอง สิทธิ์ที่คุณมีนั้นครอบคลุมมากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นการรักษาโรคทั่วไป โรคเรื้อรัง หรือแม้แต่การฟอกไต ลองศึกษาสิทธิ์ของตัวเองไว้ก็ดีนะครับ เพราะมันเป็นสิทธิ์ที่คุณจ่ายภาษีให้มาตลอด

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook