ต้องบอกว่าพี่สยามอ่านข่าวนี้แล้วรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยนึงเลย เพราะนานๆ ทีจะได้เห็นหน่วยงานรัฐสองแห่งจับมือกันแล้วเอาเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ประโยชน์จริงๆ ไม่ใช่แค่ในพิธีเปิด เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ สคทช. ได้ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือที่รู้จักกันในชื่อ GISTDA เปิดตัวและสัมมนาเรื่องระบบที่ชื่อว่า "Sphere" อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางผู้เข้าร่วมกว่า 300 คนจากทั่วประเทศ
Sphere คืออะไร และมันทำอะไรได้บ้าง?
สำหรับคนที่ยังไม่คุ้น ระบบ Sphere คือ "ระบบติดตามการใช้ประโยชน์ที่ดิน" ที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับพื้นที่จัดที่ดินทำกินให้ชุมชน หรือที่เรียกย่อๆ ว่า คทช. พูดง่ายๆ คือใครได้รับสิทธิ์ทำกินในที่ดินของรัฐ ระบบนี้จะคอยจับตาดูว่าใช้ที่ดินตามเงื่อนไขหรือเปล่า เครื่องมือหลักคือภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูง ที่สามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ได้โดยไม่ต้องส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตลอดเวลา
ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการ สคทช. ซึ่งเป็นประธานในงานสัมมนา ได้อธิบายว่าระบบนี้ครอบคลุมทั้งพื้นที่ คทช. และบริเวณโดยรอบในรัศมี 100 เมตร หรือที่เรียกว่า buffer zone เพื่อให้เห็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ระบบนี้ใช้ทำอะไรได้จริงๆ บ้าง?
พี่สยามลองสรุปออกมาให้เห็นภาพชัดๆ ว่า Sphere ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ครอบคลุมหลายมิติพร้อมกัน ได้แก่
- ตรวจสอบการใช้ที่ดินผิดเงื่อนไข — ถ้าใครได้รับสิทธิ์ที่ดิน คทช. แล้วไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ระบบจะสามารถตรวจพบความเปลี่ยนแปลงผ่านภาพดาวเทียมได้
- ติดตาม Hot Spot หรือจุดความร้อน — ตรวจจับการเผาซากวัสดุทางการเกษตรในพื้นที่ คทช. ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของฝุ่นละออง PM2.5 ที่คนไทยทุกคนกำลังทุกข์ระทมอยู่ทุกปี
- รองรับมาตรฐาน EUDR — สนับสนุนการรับรองว่าสินค้าเกษตรของไทยปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ตามระเบียบของสหภาพยุโรปที่ชื่อว่า EU Regulation on Deforestation-free products หรือ EUDR ซึ่งกำลังจะมีผลบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้
ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับคนไทยทุกคน
อาจมีคนสงสัยว่า เรื่องที่ดิน คทช. มันเกี่ยวอะไรกับฉันซึ่งอยู่คอนโดกลางเมือง? พี่สยามขอบอกว่าเกี่ยวมากกว่าที่คิดครับ เพราะปัญหาหลักที่ระบบ Sphere พยายามแก้คือสองเรื่องใหญ่ที่ทุกคนได้รับผลกระทบ
เรื่องแรกคือ ฝุ่น PM2.5 การเผาในพื้นที่การเกษตรเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญของวิกฤตฝุ่นภาคเหนือและภาคอื่นๆ ที่เราเห็นข่าวกันมาทุกปี ถ้าระบบนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่จับตาและตอบสนองต่อจุดความร้อนได้เร็วขึ้น โอกาสที่อากาศจะดีขึ้นก็มีมากขึ้นตามไปด้วย

เรื่องที่สองคือ มาตรฐานการส่งออก กฎระเบียบ EUDR ของสหภาพยุโรปคือความท้าทายใหญ่ของเกษตรกรไทยและผู้ส่งออกสินค้าเกษตรทุกราย เพราะหากพิสูจน์ไม่ได้ว่าสินค้ามาจากพื้นที่ที่ไม่มีการทำลายป่า สินค้านั้นก็อาจส่งออกไปยุโรปไม่ได้ ฐานข้อมูลจาก Sphere จะเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่ คทช. พิสูจน์สิทธิ์และที่มาของสินค้าได้อย่างน่าเชื่อถือ
ความรู้สึกของพี่สยามต่อเรื่องนี้
ถ้าเป็นพี่สยามเป็นเกษตรกรในพื้นที่ คทช. นะ ก็คงรู้สึกปนกัน ทั้งดีใจที่มีเทคโนโลยีมาช่วยยืนยันสิทธิ์ และก็ตื่นเต้นนิดนึงว่าจากนี้มีดาวเทียมมองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันก็แปลว่าทำอะไรต้องระวังมากขึ้น แต่ถ้ามองในแง่ดี คนที่ทำถูกต้องก็จะได้ประโยชน์จากระบบนี้อย่างเต็มที่ครับ
สิ่งที่น่าประทับใจคือการที่ สคทช. เลือกใช้เทคโนโลยีอวกาศของไทยเองผ่าน GISTDA แทนที่จะพึ่งพาข้อมูลจากต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งนั่นหมายความว่าข้อมูลสามารถอัปเดตได้รวดเร็ว ตรงกับบริบทของไทย และที่สำคัญคือข้อมูลอยู่ในมือหน่วยงานไทย

สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อจากนี้
แน่นอนว่าการสัมมนาและการเปิดตัวระบบเป็นแค่จุดเริ่มต้น สิ่งที่พี่สยามอยากให้ช่วยกันติดตามคือ
- ระบบ Sphere จะถูกนำมาใช้จริงในระดับพื้นที่ได้เร็วแค่ไหน โดยเฉพาะสำหรับเจ้าหน้าที่ คทช. จังหวัดที่เข้าร่วมสัมมนากว่า 300 คน
- ข้อมูลจากระบบนี้จะเปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ในระดับใด และมีช่องทางอะไรบ้าง
- จะมีมาตรการติดตามผลว่าระบบช่วยลด Hot Spot หรือลด PM2.5 ได้จริงหรือไม่อย่างไร
เรื่องนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ข้อมูลที่เปิดเผยในการสัมมนายังไม่ครบถ้วนทั้งหมด พี่สยามจะคอยติดตามความคืบหน้าของระบบ Sphere ต่อไปครับ หากมีอัปเดตสำคัญจะรีบนำมาเล่าให้ฟังทันที
สุดท้ายนี้ เทคโนโลยีดีแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าคนใช้มันจริงจังแค่ไหน ถ้าระบบ Sphere ถูกนำมาใช้งานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง มันอาจเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้คนไทยในพื้นที่ห่างไกลมีหลักประกันในชีวิตมากขึ้น และคนเมืองอย่างพวกเราก็หายใจได้ดีขึ้นตามไปด้วยครับ


