5 สัญญาณเตือนจากร่างกายขณะเดินที่บอกว่าคอเลสเตอรอลอาจพุ่งสูงโดยไม่รู้ตัว

พี่สยาม
พี่สยาม
สุขภาพ
ขนาดตัวอักษร
5 สัญญาณเตือนจากร่างกายขณะเดินที่บอกว่าคอเลสเตอรอลอาจพุ่งสูงโดยไม่รู้ตัว

หลายคนคงคิดว่าคอเลสเตอรอลสูงนั้นต้องมีอาการชัดเจน เช่น เจ็บหน้าอก หรือหน้ามืดวูบ แต่ความจริงแล้วมันแอบทำลายร่างกายเราอยู่เงียบ ๆ โดยไม่ส่งสัญญาณใด ๆ ให้รู้ล่วงหน้า... จนกว่าจะสายเกินไป

พี่สยามเองก็เคยคิดแบบนั้น คิดว่าแค่เดินออกกำลังกายทุกวัน ก็น่าจะโอเคแล้ว แต่พอได้อ่านข้อมูลจากแหล่งการแพทย์หลายแห่งเกี่ยวกับสัญญาณที่ร่างกายส่งมาขณะเดิน ก็ถึงกับต้องหยุดคิดทบทวนตัวเองเหมือนกัน เพราะบางอาการที่เราชินชาว่า "แค่เมื่อยขา" อาจเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจมากกว่านั้น

คอเลสเตอรอล LDL คืออะไร และทำไมถึงอันตราย

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า คอเลสเตอรอล (Cholesterol) ไม่ใช่ตัวร้ายทั้งหมด ร่างกายเราต้องการมันเพื่อสร้างเซลล์และฮอร์โมนหลายชนิด ปัญหาอยู่ที่ LDL Cholesterol หรือที่เรียกกันว่า "คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี" ซึ่งถ้าสะสมมากเกินไปจะเกาะตัวอยู่บนผนังหลอดเลือด กลายเป็นคราบไขมัน (Plaque) ที่ค่อย ๆ ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง

ตามข้อมูลจากสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน (American Heart Association) ระดับ LDL ที่เหมาะสมควรอยู่ต่ำกว่า 100 mg/dL สำหรับคนทั่วไป และยิ่งต่ำกว่านั้นสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจ เมื่อหลอดเลือดตีบ เลือดก็ไหลเวียนไม่สะดวก ส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย

ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ กระบวนการนี้ใช้เวลานานหลายปีและมักไม่แสดงอาการใด ๆ ชัดเจน จนกระทั่งเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงอย่างหัวใจวายหรือสโตรก (Stroke) ขึ้น แต่ในบางกรณี ร่างกายก็ส่งสัญญาณเตือนออกมาให้เราสังเกตได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เราออกกำลังกาย เช่น การเดิน

5 สัญญาณที่ควรสังเกตขณะเดิน

1. ปวดน่องเป็นช่วง ๆ หยุดพักแล้วหายแต่เดินต่อก็กลับมาอีก

ถ้าคุณเดินได้สักระยะแล้วรู้สึกปวดหรือเป็นตะคริวที่น่อง พอหยุดพักอาการก็ดีขึ้น แต่พอเดินต่ออาการก็กลับมาอีก อาการแบบนี้ในวงการแพทย์เรียกว่า "Intermittent Claudication" หรือ "อาการปวดเป็นระยะ" ซึ่งเป็นสัญญาณคลาสสิกของโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (Peripheral Artery Disease หรือ PAD)

สาเหตุคือหลอดเลือดแดงที่ขาตีบแคบลงจากคราบไขมัน ทำให้กล้ามเนื้อได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอในช่วงที่ต้องออกแรง พี่สยามอยากบอกตรง ๆ ว่า ถ้าเจออาการนี้บ่อย ๆ อย่าปล่อยผ่านเด็ดขาด เพราะมันไม่ใช่แค่ "เมื่อยขา" ธรรมดา

2. ปวดต้นขาหรือสะโพกระหว่างเดิน

ไม่ใช่แค่น่องเท่านั้น อาการปวด ตึง หรือเป็นตะคริวบริเวณต้นขาและสะโพกขณะเดินก็เป็นสัญญาณที่ควรใส่ใจเช่นกัน โดยเฉพาะถ้าระยะทางที่เดินได้โดยไม่เจ็บปวดนั้นสั้นลงเรื่อย ๆ หรือเริ่มปวดแม้แต่ตอนนั่งพักอยู่กับที่

กลไกเดียวกันกับข้อแรกคือกล้ามเนื้อบริเวณนั้นได้รับเลือดไม่พอ แต่คราวนี้ตำแหน่งของหลอดเลือดที่ตีบอยู่สูงขึ้นมากกว่า ถ้าอาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือปวดแม้ไม่ได้เคลื่อนไหว ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

Người trung niên ôm bắp chân khi đang đi bộ trong công viên, vẻ mặt đau nhức.
Người trung niên ôm bắp chân khi đang đi bộ trong công viên, vẻ mặt đau nhức.

3. เท้าหรือขาส่วนล่างเย็นผิดปกติ

บางคนสังเกตว่าเท้าของตัวเองเย็นกว่าปกติทั้งที่อากาศไม่ได้หนาว หรือขาข้างหนึ่งเย็นกว่าอีกข้างอย่างชัดเจน นี่อาจเป็นสัญญาณว่าเลือดไหลเวียนมาเลี้ยงขาส่วนล่างได้น้อยลง เนื้อเยื่อจึงขาดทั้งออกซิเจนและความอบอุ่น บางครั้งผิวหนังอาจดูซีดหรือออกสีน้ำเงินอ่อน ๆ ด้วย

อย่างไรก็ตาม พี่สยามขอย้ำว่าอาการเท้าเย็นนั้นมีสาเหตุได้หลายอย่าง ทั้งจากความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ (Thyroid) ปัญหาการไหลเวียนโลหิต หรือภาวะหลอดเลือดหดตัว ดังนั้นจึงไม่ควรวินิจฉัยตัวเองแต่ต้องให้แพทย์ตรวจประเมินอย่างละเอียด

4. ชา จี๊ด หรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่มที่ขาขณะเดิน

ความรู้สึกชา ๆ จี๊ด ๆ หรือเหมือนมีเข็มทิ่มที่ขาและเท้าระหว่างเดิน หลายคนคิดว่าเป็นแค่ขาชาธรรมดา แต่ถ้าเกิดขึ้นบ่อยครั้งและต่อเนื่องหลายสัปดาห์ อาจหมายความว่าเส้นประสาทบริเวณนั้นเริ่มได้รับผลกระทบจากภาวะขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงเป็นเวลานาน

ตามข้อมูลทางการแพทย์ เส้นประสาทนั้นไวต่อการขาดออกซิเจนมาก เมื่อเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอเป็นเวลานาน ความรู้สึกผิดปกติเหล่านี้ก็จะตามมา ถ้าเกิดอาการนี้บ่อยโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน อย่าปล่อยผ่านและควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและประเมินการไหลเวียนโลหิต

5. ขาอ่อนแรงเร็วผิดปกติ เดินไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดพัก

ถ้าคุณรู้สึกว่าแค่เดินไม่กี่ร้อยเมตรก็รู้สึกขาล้าจนต้องหยุดพัก ทั้งที่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน อาจเป็นสัญญาณว่ากล้ามเนื้อขาไม่ได้รับเลือดเพียงพอในช่วงที่ออกแรง อาการอ่อนแรงนี้มักมาพร้อมกับอาการปวด ชา หรือเป็นตะคริวอื่น ๆ และถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญ

Bữa ăn lành mạnh với rau xanh, yến mạch, cá hồi, quả bơ và các loại hạt trên bàn ăn.
Bữa ăn lành mạnh với rau xanh, yến mạch, cá hồi, quả bơ và các loại hạt trên bàn ăn.

แล้วอาการเหล่านี้มาจากคอเลสเตอรอลสูงแน่ ๆ หรือเปล่า?

พี่สยามต้องพูดตรง ๆ ว่า ไม่จำเป็นเสมอไปครับ อาการข้างต้นทั้งหมดนั้นสามารถมีสาเหตุมาจากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน (Diabetes) ที่ทำลายเส้นประสาทและหลอดเลือด โรคกระดูกสันหลังเสื่อม ปัญหากล้ามเนื้อและข้อ หรือโรคเส้นประสาทส่วนปลาย (Peripheral Neuropathy) ก็ตาม

สิ่งสำคัญคือคอเลสเตอรอลสูงในตัวมันเองไม่ได้ทำให้รู้สึกเจ็บปวดโดยตรง แต่ผลพวงที่ตามมาจากการที่หลอดเลือดตีบแคบนั้นต่างหากที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้ขึ้น การตรวจเลือดเพื่อวัดระดับไขมันในเลือด (Lipid Profile) จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม

คนไทยควรระวังเป็นพิเศษ

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าคนไทยมีแนวโน้มมีระดับคอเลสเตอรอลสูงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการกิน ทั้งอาหารทอด อาหารมัน อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง รวมถึงชีวิตที่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน และออกกำลังกายน้อยลง

ที่น่าเป็นห่วงคือหลายคนไม่รู้ว่าตัวเองมีคอเลสเตอรอลสูง เพราะไม่ได้ตรวจเลือดประจำ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ที่อายุ 20 ปีขึ้นไปควรตรวจ Lipid Profile อย่างน้อยทุก 5 ปี และถ้ามีความเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ หรือเป็นโรคเบาหวาน ควรตรวจถี่กว่านั้น

"การเดินออกกำลังกายเป็นเรื่องดี แต่ถ้าร่างกายส่งสัญญาณผิดปกติขณะเดิน จงฟังมัน อย่าฝืน และอย่าชะล่าใจ"

จะดูแลตัวเองได้อย่างไร

  • ตรวจเลือดสม่ำเสมอ — อย่ารอให้มีอาการก่อนค่อยตรวจ โรคนี้เงียบเกินไป
  • ปรับอาหาร — ลดอาหารทอด อาหารมัน และไขมันอิ่มตัว หันมากินผักผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และปลา
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ — การเดินเร็ว 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ ช่วยเพิ่ม HDL (คอเลสเตอรอลชนิดดี) ได้จริง
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ — ควันบุหรี่ทำลายผนังหลอดเลือดและเร่งการสะสมของคราบไขมัน
  • ถ้ามีอาการผิดปกติขณะเดิน — บันทึกว่าเกิดขึ้นเมื่อไร บ่อยแค่ไหน และนานแค่ไหน แล้วนำไปปรึกษาแพทย์

มุมมองของพี่สยาม

พี่สยามอยากบอกตรง ๆ ว่าบทความแบบนี้ไม่ได้มีไว้ให้ตกใจ แต่มีไว้ให้ "ตื่นตัว" ครับ สัญญาณที่ร่างกายส่งมามักถูกเราเพิกเฉยด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า "แค่เมื่อยขา" หรือ "เดินเยอะไป" แต่ถ้าอาการเหล่านี้เกิดซ้ำ ๆ โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน การไปพบแพทย์ตรวจเลือดสักครั้งไม่ใช่เรื่องเกินจำเป็นเลย

โรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย และส่วนหนึ่งของปัญหานั้นมาจากการที่เราไม่รู้ตัวว่ามีความเสี่ยง การรู้เร็ว รักษาเร็ว ย่อมดีกว่าเสมอครับ

ขอบคุณข้อมูล: Phu Nu Today - Suc Khoe

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook