จาก Wild Card สู่รอบ 8 คนสุดท้าย — เรื่องราวที่ไม่มีใครคาดคิด
ถ้าพูดถึง Wimbledon 2026 แล้วไม่พูดถึงชื่อ อาร์เธอร์ เฟอรี่ (Arthur Fery) นักเทนนิสหนุ่มสัญชาติอังกฤษวัยเพียง 23 ปี ก็คงไม่ครบ เพราะในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เขากลายเป็น "ตัวดาร์คฮอร์ส" ที่ทำให้แฟนเทนนิสทั่วโลกต้องหยุดดู โดยเฉพาะแฟนๆ ชาวอังกฤษที่นั่งลุ้นกันแทบหัวใจจะวาย
เฟอรี่เข้าสู่รายการในฐานะ Wild Card หรือบัตรผ่านพิเศษสำหรับผู้จัดรายการ โดยมีอันดับโลกอยู่ที่ 114 เท่านั้น มีชัยชนะในระดับ Grand Slam ติดมือเพียง 2 ครั้ง และที่น่าตกใจกว่านั้นคือเขาไม่เคยชนะแมตช์แบบ 5 เซตมาก่อนในชีวิตเลย แต่ตอนนี้? เขาเพิ่งกลายเป็น ชาว Wild Card รายแรกของอังกฤษที่ผ่านเข้ารอบ 8 คนสุดท้ายของ Wimbledon ได้สำเร็จ

ชีวิตของ "เฟอรี่" — ไม่ได้ธรรมดาแม้แต่นอกสนาม
สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของเฟอรี่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก คือพื้นเพของเขานั้นพิเศษมากจริงๆ เขาเกิดที่เมือง Sèvres ประเทศฝรั่งเศส แต่เติบโตในลอนดอน และเคยเรียนที่โรงเรียน King's College School ซึ่งตั้งอยู่ในย่าน Wimbledon นั่นเอง — จะบอกว่าเส้นทางมา Centre Court ของเขาวนเวียนอยู่แถวบ้านมาตลอดก็ไม่ผิดนัก
เทนนิสอยู่ในสายเลือดของเขาอย่างแท้จริง แม่ของเขาชื่อ โอลิเวีย เฟอรี่ เคยเป็นนักเทนนิสอาชีพระดับ WTA Tour และเคยลงแข่งที่ French Open ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ด้วย ส่วนพ่อของเขา โลอิก เฟอรี่ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสโมสรฟุตบอล FC Lorient ในลีก Ligue 1 ของฝรั่งเศส ครอบครัวนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
นอกจากชีวิตกีฬา เฟอรี่ยังเป็นคนที่ไม่ได้เอาแต่ตีลูกอย่างเดียว เขาเรียนจบจาก Stanford University มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในสาขา Science, Technology and Society พร้อมๆ กับเป็นนักเทนนิสระดับต้นๆ ของมหาวิทยาลัย ถือว่าเป็นคนที่มีทั้งกีฬาและวิชาการในตัวคนเดียว
เส้นทางสู่รอบ Quarter-Final — สองแมตช์ที่เกือบหัวใจวาย
ก่อนจะมาถึงจุดนี้ เฟอรี่ต้องผ่านบททดสอบที่หนักมากสองครั้งติดต่อกัน
แมตช์แรกที่ดูเหมือนจะพ่ายแพ้แน่ๆ คือการเผชิญหน้ากับ Zizou Bergs ในรอบก่อนหน้า ซึ่งเฟอรี่ตามหลังในเซตที่ 4 และ 5 ถึง 1-4 ในทั้งสองเซต แต่เขาพลิกกลับมาชนะได้อย่างน่าอัศจรรย์ สะท้อนถึงจิตใจที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง
แมตช์ล่าสุดยิ่งดุเดือดกว่าเดิม เมื่อเขาต้องพบกับ Grigor Dimitrov อดีตผู้เข้ารอบรองชนะเลิศ Wimbledon ผู้มากประสบการณ์ โดยผลคือ 7-5, 3-6, 4-6, 6-4, 7-6 (10-7) ในเซตที่ 5 เฟอรี่ตามหลังสองเกมอีกครั้ง แต่กลับมาปิดเกมได้ในไทเบรกด้วยคะแนน 10-7 นับเป็นชัยชนะ Grand Slam ที่ดีที่สุดในชีวิตของเขาจนถึงตอนนี้

ทำไม "เฟอรี่" ถึงน่ากลัวบนหญ้า — Jamie Murray อธิบายได้ดีมาก
Jamie Murray อดีตแชมป์ Grand Slam ประเภทคู่ 7 สมัย และอดีตมือวางอันดับ 1 ของโลกในประเภทคู่ ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับสไตล์การเล่นของเฟอรี่ไว้อย่างน่าสนใจมาก
"เขาเล่นเทนนิสบนหญ้าแบบที่ถูกต้องจริงๆ — รู้จักวิ่งเข้าหาตาข่าย รู้จักเล่นที่ตาข่าย และมีสติสัมปชัญญะที่ดีมาก เขามีความมั่นใจในตัวเองจากข้างใน และผมไม่คิดว่าเขาจะกลัวการขึ้น Centre Court เลยแม้แต่น้อย"
Murray ยังเสริมว่าเฟอรี่เป็น "ผู้เล่นที่ยากจะรับมือ" สำหรับคู่แข่ง เพราะเขาสูงแค่ 175 เซนติเมตร (5 ฟุต 9 นิ้ว) แต่ชดเชยด้วยความเร็วในการเคลื่อนที่ ความสามารถในการอ่านเกม และทักษะในการเล่นบริเวณตาข่ายที่เหนือกว่าคนที่สูงกว่าเขาหลายคน
นอกจากนี้ Murray ยังชื่นชมในเรื่อง "court-craft" หรือความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการสนาม ซึ่งรวมถึงการอ่านเกมว่าเมื่อไหรคู่แข่งเสียสมดุล แล้ววิ่งเข้าหาตาข่ายทันที — ทักษะที่นักเทนนิสส่วนใหญ่ในยุคนี้ไม่ค่อยมีกัน เพราะกีฬาเทนนิสสมัยนี้มักเน้น Baseline หรือการตีจากหลังฐานมากกว่า
ข้อกังวลที่ต้องจับตา — ปัญหา "เลือดกำเดาไหล"
แม้ว่าผลงานจะน่าประทับใจมาก แต่มีเรื่องที่ต้องจับตาดูด้วย นั่นคือปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ระหว่างการแข่งขัน — เฟอรี่มีปัญหา เลือดกำเดาไหล (nosebleed) ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งระหว่างแมตช์ แม้จะยังไม่ได้รบกวนผลการแข่งขันมากนัก แต่ในรอบ Quarter-Final ที่จะต้องพบกับ Flavio Cobolli มือวาง 9 ของโลก หากอาการนี้กำเริบขึ้นอีก อาจส่งผลต่อจังหวะและสมาธิได้
ที่น่าสนใจคือ เฟอรี่เคยพบกับ Cobolli มาแล้วที่ Australian Open และชนะมาแล้วด้วย ดังนั้นในแง่ประวัติการพบกัน (Head-to-Head) เขาได้เปรียบ แต่ Cobolli ก็ผ่านแมตช์ที่หนักๆ มาเช่นกัน และในฐานะมือวาง 9 ของโลก เขาก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ประมาทได้แน่นอน

มุมมองของพี่สยาม — ดูรายการนี้แล้วรู้สึกอะไรบางอย่าง
ต้องบอกตรงๆ ว่าพี่สยามตามเรื่องของเฟอรี่มาตั้งแต่รอบแรกแล้ว และรู้สึกได้เลยว่านี่ไม่ใช่แค่ "ดาวหาง" ที่ลุกไหม้แล้วดับ เพราะถ้าดูให้ดี เขาไม่ได้ชนะด้วยโชค แต่ชนะด้วยความสามารถที่สะสมมานาน ตั้งแต่วันที่ฝึกเทนนิสที่ Stanford ยันวันที่ลงแข่ง Challenger Circuit ทั่วโลก
สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในเรื่องนี้คือ สไตล์การเล่นของเขา — การวิ่งเข้าหาตาข่าย การตีวอลเลย์ การอ่านเกม — มันคือ "เทนนิสแบบคลาสสิก" ที่สนามหญ้า Wimbledon เหมาะสมที่สุด และน้อยคนในยุคนี้จะเล่นแบบนี้ได้ดี ถ้าจะพูดกันตรงๆ ในยุคที่นักเทนนิสส่วนใหญ่ตีจากหลังฐานด้วยพาวเวอร์ เฟอรี่เหมือนย้อนเวลากลับไปเล่นเทนนิสสไตล์ยุค 80-90s แต่ทำได้อย่างทันสมัยและมีประสิทธิภาพ
บทเรียนสำหรับแฟนกีฬาไทย — เรื่องนี้มีอะไรให้เรียนรู้
สำหรับแฟนเทนนิสไทย เรื่องราวของเฟอรี่น่าสนใจในหลายมิติ ประการแรกคือเรื่องของ การเตรียมตัวในระยะยาว — เขาไม่ได้โผล่มาดังข้ามคืน แต่ใช้เวลาหลายปีในการสะสมประสบการณ์ ตั้งแต่การลงเล่น Doubles ที่ Wimbledon ปี 2021-2022 จนถึงการคว้าแชมป์ Challenger ครั้งแรกในปี 2025 และก้าวเข้าสู่ ATP 500 ปีนี้
ประการที่สอง เรื่องของ "Surface Specialization" หรือการเชี่ยวชาญพื้นสนาม — ในโลกของเทนนิสอาชีพ หากคุณเชี่ยวชาญสนามหญ้าอย่างแท้จริง นั่นเป็นข้อได้เปรียบมหาศาลที่ Wimbledon เพราะนักเทนนิสส่วนใหญ่ฝึกในสนาม Hard Court หรือ Clay Court เป็นหลัก
สำหรับเยาวชนไทยที่กำลังฝันจะเป็นนักเทนนิสอาชีพ เรื่องราวของเฟอรี่สอนว่า การเรียนรู้และการศึกษาไม่ได้ขัดขวางเส้นทางกีฬา — เขาเรียน Stanford จบแล้วยังกลับมาเป็นนักเทนนิสอาชีพได้ ไม่มีอะไรที่ต้อง "เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง" เสมอไป
รอบ Quarter-Final — ไปต่อได้หรือไม่?
ในรอบ 8 คนสุดท้าย เฟอรี่จะต้องเผชิญกับ Flavio Cobolli มือวาง 9 ชาวอิตาลี ซึ่งตามรายงานจาก Sky Sports เขาเคยชนะ Cobolli มาแล้วที่ Australian Open ดังนั้นความเชื่อมั่นก็น่าจะมี
แต่ Quarter-Final ของ Grand Slam ไม่เหมือนรอบก่อนๆ เพราะแรงกดดันสูงกว่ามาก ทั้ง Centre Court ที่เต็มไปด้วยแฟนชาวอังกฤษที่คาดหวัง ทั้งประวัติศาสตร์ที่เขากำลังจะสร้าง และทั้งร่างกายที่ต้องผ่านแมตช์ 5 เซตมาสองครั้งติดต่อกัน เรื่อง เลือดกำเดา ก็ยังเป็นตัวแปรที่ไม่อาจมองข้าม
พี่สยามเชียร์ให้เฟอรี่ไปได้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร สิ่งที่เขาทำได้ในรายการนี้ถือเป็นเรื่องน่าภูมิใจอยู่แล้ว สำหรับใครที่ยังไม่ได้ดู แนะนำให้ลองติดตาม Wimbledon 2026 ต่อไป เพราะบางทีกีฬาก็สอนเรื่องชีวิตได้ดีกว่าหนังสือเยอะเลย




