4 กลุ่มคนที่ควรระวังเรื่องการกินเต้าหู้ แม้จะเป็นอาหารสุขภาพก็ตาม

พี่สยาม
พี่สยาม
สุขภาพ
ขนาดตัวอักษร
4 กลุ่มคนที่ควรระวังเรื่องการกินเต้าหู้ แม้จะเป็นอาหารสุขภาพก็ตาม

เต้าหู้ — อาหารดีที่ไม่ได้เหมาะกับทุกคน

ถ้าถามว่าอาหารไทยไหนที่หาได้ง่าย ราคาไม่แพง แถมยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย เต้าหู้ก็น่าจะอยู่ในลิสต์ต้นๆ ของหลายคน ไม่ว่าจะเป็นแกงจืดเต้าหู้ ต้มยำใส่เต้าหู้ หรือข้าวผัดใส่เต้าหู้แข็ง อาหารพวกนี้คุ้นเคยกันดีในครัวเรือนคนไทยมาช้านาน

เต้าหู้ทำจากถั่วเหลือง อุดมไปด้วยโปรตีนจากพืช แคลเซียม ธาตุเหล็ก และสารอาหารหลายชนิดที่ร่างกายต้องการ นักโภชนาการหลายคนยกย่องว่าเป็นอาหารที่ดีทดแทนเนื้อสัตว์ได้ดี และเหมาะสำหรับคนที่อยากดูแลสุขภาพหรือลดการกินเนื้อแดง

แต่พี่สยามอยากบอกตรงๆ ว่า "ดีสำหรับคนส่วนใหญ่" ไม่ได้แปลว่า "ดีสำหรับทุกคน" เพราะมีคน 4 กลุ่มที่ถ้ากินเต้าหู้มากเกินไปหรือกินโดยไม่ระวัง อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้โดยไม่รู้ตัว

กลุ่มที่ 1: ผู้ป่วยโรคไต

เต้าหู้มีโปรตีนจากพืชในปริมาณที่ค่อนข้างสูง ซึ่งโดยปกติถือว่าดีกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์หลายชนิด แต่สำหรับคนที่ไตทำงานบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นโรคไตเรื้อรังระยะกลางหรือระยะท้าย การกินโปรตีนมากเกินไปจากแหล่งใดก็ตาม ล้วนเพิ่มภาระให้ไตต้องทำงานหนักขึ้น

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองยังมีโพแทสเซียม (Potassium) และฟอสฟอรัส (Phosphorus) อยู่ด้วย ซึ่งในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะที่ร่างกายขับแร่ธาตุเหล่านี้ออกได้น้อยลง การสะสมในเลือดอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือกระดูกเปราะ

สำหรับคนกลุ่มนี้ ไม่ใช่ว่าห้ามกินเต้าหู้เลยทีเดียว แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการที่ดูแลอยู่ก่อน เพื่อกำหนดปริมาณที่เหมาะสมกับสภาวะของไตในแต่ละช่วง

dau phu ngon
dau phu ngon

กลุ่มที่ 2: ผู้ป่วยโรคเก๊าท์

โรคเก๊าท์ (Gout) เกิดจากกรดยูริค (Uric Acid) ในเลือดสูงเกิน จนตกผลึกไปสะสมตามข้อต่อ ทำให้ปวดอักเสบอย่างรุนแรง คนที่เป็นโรคนี้มักได้ยินคำเตือนว่าให้เลี่ยงอาหารที่มีพิวรีน (Purine) สูง เพราะพิวรีนจะถูกเปลี่ยนเป็นกรดยูริคในร่างกาย

ข่าวดีคือเต้าหู้มีพิวรีนต่ำกว่าอาหารกลุ่มอันตรายอย่างเครื่องในสัตว์หรืออาหารทะเลมาก ดังนั้นจึงไม่ได้อยู่ในกลุ่มอาหารต้องห้ามสำหรับผู้ป่วยเก๊าท์

แต่ถ้ากินผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองในปริมาณมากทุกวัน ทั้งเต้าหู้ นมถั่วเหลือง เทมเป้ หรืออาหารจากถั่วเหลืองชนิดอื่นๆ พิวรีนที่สะสมจากทุกแหล่งรวมกันก็อาจเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ ดังนั้นคนกลุ่มนี้ควรกินอย่างพอเหมาะ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

z7993339621458_da957a0334a8c2707c1d93fc5c4b0244
z7993339621458_da957a0334a8c2707c1d93fc5c4b0244

กลุ่มที่ 3: ผู้ที่เคยเป็นนิ่วในไตชนิด Calcium Oxalate

นิ่วในไตมีหลายชนิด แต่ชนิดที่พบบ่อยที่สุดในคนไทยคือนิ่วแคลเซียมออกซาเลต (Calcium Oxalate) ซึ่งเกิดจากการตกผลึกของแคลเซียมและออกซาเลต (Oxalate) ในปัสสาวะ

ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง รวมถึงเต้าหู้ มีออกซาเลตในระดับหนึ่ง สำหรับคนทั่วไปที่ดื่มน้ำเพียงพอและกินอาหารหลากหลาย ปริมาณออกซาเลตจากเต้าหู้ไม่น่าเป็นปัญหา แต่สำหรับคนที่เคยเป็นนิ่วชนิดนี้มาแล้วและมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นซ้ำ การกินอาหารที่มีออกซาเลตสูงเป็นประจำโดยไม่สมดุล อาจเพิ่มโอกาสการเกิดนิ่วซ้ำได้

คนกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องเลิกกินเต้าหู้ทั้งหมด แต่ควรกินในปริมาณที่พอเหมาะ ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 2-2.5 ลิตรต่อวัน และขอคำแนะนำด้านโภชนาการจากแพทย์ผู้ดูแลเพื่อวางแผนอาหารให้เหมาะกับตัวเอง

Đuổi muỗi hiệu quả chỉ với bia và bột giặt: Mẹo cực hay không cần dùng hóa chất
Đuổi muỗi hiệu quả chỉ với bia và bột giặt: Mẹo cực hay không cần dùng hóa chất

กลุ่มที่ 4: ผู้ที่แพ้ถั่วเหลือง — กลุ่มที่ต้องระวังที่สุด

กลุ่มนี้ชัดเจนที่สุดและต้องระวังมากที่สุด เพราะอาการแพ้ถั่วเหลือง (Soy Allergy) ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย

อาการแพ้อาจเริ่มตั้งแต่ระดับเบา เช่น ผื่นคัน ลมพิษ ริมฝีปากบวม ปวดท้อง คลื่นไส้ หรืออาเจียน ไปจนถึงระดับรุนแรงอย่าง ภาวะแอนาฟิแล็กซิส (Anaphylaxis) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต อาการจะเกิดเร็วมาก ทั้งหายใจลำบาก ความดันโลหิตตก และหมดสติ

ถ้าคุณหรือคนใกล้ชิดเคยมีประวัติแพ้ถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง สิ่งที่ต้องทำคืออ่านฉลากอาหารทุกครั้งก่อนซื้อ เพราะถั่วเหลืองซ่อนอยู่ในอาหารหลายชนิดมากกว่าที่คิด ตั้งแต่ซอสปรุงรส ขนมขบเคี้ยว ไปจนถึงอาหารสำเร็จรูปต่างๆ

3 'khung giờ vàng' uống nước chanh: Thải độc, sáng da, giữ eo thon gọn
3 'khung giờ vàng' uống nước chanh: Thải độc, sáng da, giữ eo thon gọn

ความรู้สึกของพี่สยาม: ของดีก็ต้องรู้จักกินให้ถูกทาง

พี่สยามกินเต้าหู้มาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่สมัยที่แม่ทำแกงจืดวุ้นเส้นใส่เต้าหู้หมู ไปจนถึงตอนทำงานออฟฟิศที่สั่งข้าวกล่องเต้าหู้ทอดมาแกล้มบ่อยมาก ก็ไม่เคยคิดว่าอาหารธรรมดาอย่างนี้จะต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ

แต่พอได้ศึกษาข้อมูลทางการแพทย์มากขึ้น ก็เริ่มเข้าใจว่า "อาหารสุขภาพ" ไม่ได้แปลว่ากินได้ไม่จำกัดหรือเหมาะกับทุกคน ร่างกายแต่ละคนมีเงื่อนไขต่างกัน และนั่นคือเหตุผลที่เราควรรู้จักร่างกายตัวเองและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่เชื่อข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว รวมถึงบทความของพี่เองด้วยนะครับ

สำหรับคนที่กินได้ปกติ — กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ถ้าคุณไม่ได้อยู่ใน 4 กลุ่มข้างต้น เต้าหู้ยังเป็นอาหารที่น่ากินมากๆ ในชีวิตประจำวัน แต่มีเคล็ดลับเล็กน้อยที่จะช่วยให้คุณได้ประโยชน์เต็มที่

  • กินในปริมาณที่พอเหมาะ และสลับกับแหล่งโปรตีนอื่นๆ เช่น ปลา ไข่ หรือเนื้อไก่ไม่ติดหนัง เพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารหลากหลาย
  • เลือกเต้าหู้สด ที่ผลิตจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ถูกสุขลักษณะ หลีกเลี่ยงเต้าหู้ที่เก็บไว้นานหรือมีกลิ่นผิดปกติ
  • ระวังวิธีปรุง เต้าหู้ทอดน้ำมันท่วมบ่อยๆ อาจทำให้ได้ไขมันและแคลอรีสูงโดยไม่รู้ตัว ลองหันมาต้ม นึ่ง หรือย่างแทนบ้างก็ได้
  • จับคู่กับผักและธัญพืชไม่ขัดสี เพื่อให้มื้ออาหารสมดุลและอิ่มนานขึ้น
Bác sĩ nhắc nhở: 5 thói quen uống nước vào mùa hè tưởng tốt nhưng có thể phản tác dụng
Bác sĩ nhắc nhở: 5 thói quen uống nước vào mùa hè tưởng tốt nhưng có thể phản tác dụng

สรุป: เต้าหู้ดี แต่ต้องรู้จักตัวเองก่อน

เต้าหู้ไม่ใช่อาหารอันตราย และสำหรับคนส่วนใหญ่ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีมาก แต่ถ้าคุณมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับไต มีประวัตินิ่วในไต เป็นโรคเก๊าท์ หรือมีประวัติแพ้ถั่วเหลือง ก็ควรพูดคุยกับแพทย์ก่อนที่จะกินเต้าหู้เป็นประจำในปริมาณมาก

สุดท้ายแล้ว การดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดคือการรู้จักร่างกายตัวเอง ไม่ใช่การตามกระแส "superfood" หรือ "อาหารสุขภาพ" โดยไม่คิดถึงเงื่อนไขส่วนตัว ถ้าไม่แน่ใจ ถามหมอไว้ก่อนดีกว่าครับ ดีกว่าต้องมาแก้ปัญหาทีหลังแน่นอน

ขอบคุณข้อมูล: Phu Nu Today - Suc Khoe

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook