ถ้าพี่สยามเคยไปเที่ยวหาดภูเก็ตแล้วเห็นนักท่องเที่ยวถูกคลื่นซัดจนต้องร้องขอความช่วยเหลือ ก็คงเข้าใจดีว่าทุกวินาทีในน้ำมันมีค่าแค่ไหน ข่าวนี้เลยทำให้รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยเลย เมื่อประเทศไทยเพิ่งประกาศเปิดตัวหุ่นยนต์ AI กู้ภัยทางน้ำอัตโนมัติชื่อ "Dolphin" เป็นครั้งแรกในประเทศ โดยเลือกจังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่นำร่อง ซึ่งถือเป็นก้าวใหม่ที่น่าจับตามองสำหรับระบบความปลอดภัยทางน้ำของบ้านเรา
ที่มาของ Dolphin: ความร่วมมือข้ามประเทศ
ตามรายงานของ ฐานเศรษฐกิจ โครงการนี้เกิดจากการจับมือกันระหว่างสองบริษัท ได้แก่ ZBHA International Limited จากเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ผู้พัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ และ บริษัท รักษาความปลอดภัย ซูเปอร์ การ์ด จำกัด ฝั่งไทย ที่นำเทคโนโลยีนี้เข้ามาเสริมการทำงานของเจ้าหน้าที่ในบ้านเรา
หุ่นยนต์ Dolphin ถูกส่งมอบให้กับ สถานีตำรวจภูธรเชิงทะเล จังหวัดภูเก็ต เพื่อใช้งานจริงเป็นพื้นที่แรกของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นสัญญาณดีว่าเราเริ่มจริงจังกับการนำ AI และหุ่นยนต์มาใช้งานด้านความปลอดภัยสาธารณะแล้ว
Dolphin ทำอะไรได้บ้าง?
ชื่อ "Dolphin" ไม่ได้ตั้งเล่น ๆ เพราะตัวหุ่นยนต์ถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายท้ายเรือ เหมาะสำหรับการแล่นบนผิวน้ำโดยเฉพาะ คุณสมบัติหลักที่น่าสนใจมีดังนี้
- ความเร็วสูงสุด 7 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 420 เมตรต่อนาที ซึ่งเร็วกว่านักว่ายน้ำทั่วไปมากหลายเท่า
- รองรับน้ำหนักได้สูงสุด 1,000 กิโลกรัม หมายความว่ารับผู้ประสบภัยได้หลายคนพร้อมกัน
- ระบบ AI เซนเซอร์ และกล้องตรวจจับ ช่วยให้ระบุตำแหน่งผู้ประสบภัยได้อย่างแม่นยำ แม้ในสภาพน้ำที่ไม่นิ่ง
- ทำงานอัตโนมัติ เสริมการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยไม่ต้องรอให้คนลงน้ำทุกครั้ง
ทำไมภูเก็ตถึงเป็นพื้นที่นำร่อง?
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เลือกภูเก็ต เพราะจังหวัดนี้คือจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ชายหาดหลายแห่งอย่างป่าตอง กะรน หรือกะตะ มีผู้เล่นน้ำจำนวนมากทุกวัน ความเสี่ยงจากคลื่นและกระแสน้ำย้อนจึงมีอยู่ตลอด
เป้าหมายหลักของโครงการนี้คือการ ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางน้ำ เพิ่มความรวดเร็วในการช่วยเหลือ และสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว ซึ่งทั้งสามข้อนี้ตอบโจทย์ภูเก็ตได้ตรงจุดมาก

ผลกระทบต่อคนไทยและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
พี่สยามมองว่าข่าวนี้มีมิติที่น่าสนใจมากกว่าแค่เรื่องหุ่นยนต์ เพราะมันพูดถึงชีวิตคนจริง ๆ ลองคิดดูว่าถ้านักท่องเที่ยวคนหนึ่งจมน้ำในวันที่เจ้าหน้าที่รักษาชายหาดมีไม่พอหรือเหนื่อยเกินไปที่จะวิ่งลงน้ำได้ทัน Dolphin อาจเป็นตัวแปรที่ช่วยชีวิตคนนั้นได้จริง
ในมุมเศรษฐกิจ การที่ประเทศไทยมีระบบความปลอดภัยทางน้ำที่ทันสมัยก็ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวด้วย เพราะนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวยุโรปและอเมริกัน มักพิจารณาเรื่องความปลอดภัยก่อนตัดสินใจเดินทาง
สำหรับเจ้าหน้าที่กู้ภัยและนักประดาน้ำกู้ชีพ เทคโนโลยีนี้ไม่ได้มาแทนที่ แต่มาช่วยลดภาระและลดความเสี่ยงที่พวกเขาต้องเผชิญในการลงน้ำตามสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน
สิ่งที่ต้องติดตามต่อ
แม้ข่าวนี้จะฟังดูดีมาก แต่พี่สยามก็ขอตั้งข้อสังเกตไว้สักสองสามข้อ เพราะยังมีคำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน
- ประสิทธิภาพของ Dolphin ในสภาพคลื่นลมจริงของทะเลภูเก็ตที่บางฤดูมีคลื่นค่อนข้างแรงยังเป็นเรื่องที่ต้องรอดูผลการใช้งานจริง
- การดูแลรักษาและซ่อมบำรุงระบบ AI และเซนเซอร์ (อุปกรณ์ตรวจวัดต่าง ๆ) ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งอาจเป็นความท้าทายในระยะยาว
- ยังไม่มีข้อมูลว่าจะขยายพื้นที่ใช้งานไปยังจังหวัดอื่นเมื่อไหร่ และมีแผนจัดการงบประมาณอย่างไร
เหล่านี้ไม่ใช่การตีตกโครงการ แต่เป็นคำถามที่ควรติดตามดูในช่วงที่มีการนำร่องที่ภูเก็ตนั่นเอง
เอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง?
ถ้าคุณวางแผนจะพาครอบครัวไปเที่ยวภูเก็ต ข่าวนี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดี แต่พี่สยามก็อยากฝากไว้ว่าอย่าวางใจว่ามีหุ่นยนต์แล้วจะปลอดภัย 100% เพราะ Dolphin ยังอยู่ในช่วงนำร่อง สิ่งที่ยังต้องทำเหมือนเดิมคือ
- ว่ายน้ำในบริเวณที่มีธงปลอดภัยและเจ้าหน้าที่ดูแล
- ระวังป้ายเตือนกระแสน้ำย้อน (rip current) ซึ่งอันตรายมากโดยเฉพาะในหน้ามรสุม
- ไม่ว่ายน้ำคนเดียวในช่วงที่คลื่นลมแรง
- เด็กเล็กต้องมีผู้ใหญ่อยู่ด้วยตลอดเวลา ไม่ว่าจะมีเทคโนโลยีช่วยแค่ไหนก็ตาม
สุดท้ายนี้ พี่สยามรู้สึกดีใจที่ประเทศไทยเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคที่ใช้เทคโนโลยีช่วยรักษาชีวิตคนอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่พูดถึงในงานสัมมนา หุ่นยนต์ตัวนี้อาจยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันคือจุดเริ่มต้นที่ดี และถ้ามันช่วยชีวิตคนได้แม้แค่คนเดียว ก็คุ้มค่าแล้วทุกบาท ลองจับตาดูกันว่าผลการนำร่องที่ภูเก็ตจะออกมาเป็นอย่างไร แล้วเราจะได้เห็นว่าไทยพร้อมจะขยายเทคโนโลยีนี้ต่อไปได้จริงไหม





