ต้องบอกว่าข่าวนี้พี่สยามตามดูด้วยความสนใจพิเศษเลย เพราะการที่นายกรัฐมนตรีไทยจะเดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ — ครั้งล่าสุดห่างหายไปถึง 15 ปีแล้ว และครั้งนี้มีเรื่องที่กระทบชีวิตคนไทยโดยตรงอยู่ในวาระการประชุมด้วย ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลายคนยังเจ็บปวดอยู่จนถึงทุกวันนี้
ผู้นำสองชาติพบกันครั้งแรกในรอบ 15 ปี
ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำคณะรัฐมนตรีเดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ และเข้าหารือเต็มคณะกับนายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ณ ทำเนียบประธานาธิบดี กรุงจาการ์ตา
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การพบกันครั้งนี้ถือว่ามีนัยสำคัญมาก เพราะทั้งไทยและอินโดนีเซียต่างเป็นสองในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของอาเซียน การจับมือกันอย่างจริงจังจึงเป็นเรื่องที่ทั้งภูมิภาคจับตามอง โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังผันผวนและไม่แน่นอน
ผลสรุปจากการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะขับเคลื่อน "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซีย" ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเสริมความแข็งแกร่งให้อาเซียนในฐานะแกนกลางของภูมิภาค

ดันมูลค่าการค้าสู่ 23,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2573
ด้านเศรษฐกิจถือเป็นหัวใจหลักของการพบกันครั้งนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องกันที่จะเร่งผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันจากปัจจุบันที่อยู่ราว 19,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้ขึ้นไปแตะ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 และทั้งสองฝ่ายยังแสดงความเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพที่มีอยู่ เป้าหมายนี้อาจบรรลุได้เร็วกว่ากำหนดด้วยซ้ำ
นายกรัฐมนตรีไทยยังย้ำว่าไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เชื่อถือได้ของอินโดนีเซียในหลายมิติ ได้แก่
- การขยายการค้าสินค้าเกษตรเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร
- การส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันทั้งสองทิศทาง
- การเชื่อมโยง Supply Chain (ห่วงโซ่อุปทาน) ของภูมิภาคให้แน่นแฟ้นขึ้น
พร้อมกันนั้น ยังได้เชิญชวนภาคเอกชนอินโดนีเซียให้เข้ามาลงทุนในไทย โดยชูจุดแข็งว่าไทยมีศักยภาพเป็น ศูนย์กลางของอาเซียนภาคพื้นทวีป ที่สามารถเชื่อมโยงตลาดสำคัญในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตลาดฮาลาล — จุดร่วมที่น่าจับตา
อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจคือทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดัน อุตสาหกรรมฮาลาล ร่วมกัน โดยดึงจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาผสมผสานกัน

อินโดนีเซียมีฐานผู้บริโภคมุสลิมขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ในขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านการผลิต คุณภาพสินค้า และมาตรฐานฮาลาลที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล การจับมือกันในตลาดนี้จึงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้าม
ร่วมปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ
นี่คือส่วนที่พี่สยามคิดว่าใกล้ชิดกับชีวิตคนไทยมากที่สุด ตามข้อมูลจากการหารือครั้งนี้ ทั้งไทยและอินโดนีเซียตกลงที่จะ ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง เพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติหลายรูปแบบ ได้แก่
- ขบวนการหลอกลวงออนไลน์ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์)
- การค้ามนุษย์
- การลักลอบค้ายาเสพติด
โดยจะดำเนินการผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและความร่วมมือในเชิงปฏิบัติการระหว่างสองประเทศ
"ถ้าเป็นเราเจอแบบนี้ คงดีใจที่รู้ว่ารัฐบาลสองประเทศกำลังจับมือกันอยู่เบื้องหลัง แต่ก็ต้องรอดูผลลัพธ์จริงๆ ว่ามันจะเดินหน้าแค่ไหน เพราะเรื่องแก๊งออนไลน์นี้มันซับซ้อนมาก และยังมีประเทศที่สามเข้ามาเกี่ยวพันอีกด้วย"
ภาพ: www.prachachat.net
ผลกระทบต่อคนไทย — ใครได้ประโยชน์บ้าง?
ถ้ามองในเชิงบวก การยกระดับความสัมพันธ์ครั้งนี้มีโอกาสสร้างผลดีให้คนไทยในหลายกลุ่ม
- ผู้ประกอบการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร มีโอกาสขยายตลาดไปสู่อินโดนีเซียซึ่งมีประชากรกว่า 270 ล้านคน
- ผู้ผลิตและส่งออกสินค้าฮาลาล จะได้รับการหนุนหลังจากนโยบายระดับรัฐบาลสองประเทศ
- นักลงทุน ที่มองหาโอกาสในตลาดอาเซียน อาจได้รับสัญญาณบวกจากการเชื่อมโยง Supply Chain ที่แน่นแฟ้นขึ้น
- ประชาชนทั่วไป หากความร่วมมือปราบแก๊งออนไลน์เกิดผลจริง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงผ่านช่องทางดิจิทัลได้บ้าง
แต่พี่สยามอยากฝากไว้ว่า ทุกความตกลงในระดับผู้นำ ต้องอาศัยเวลาในการแปลงเป็นนโยบายและการปฏิบัติจริง ผู้ประกอบการและนักลงทุนจึงควรติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจใดๆ โดยอิงแค่ข่าวระดับนโยบาย
สิ่งที่ควรจับตาและระวัง
สำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะคนที่เคยหรืออาจตกเป็นเหยื่อแก๊งออนไลน์ พี่สยามอยากเตือนว่า แม้รัฐบาลจะขยับความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่กลโกงเหล่านี้ก็ยังคงดำเนินการอยู่ทุกวัน การป้องกันตัวเองยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
- ไม่รับสายจากเบอร์แปลกหน้าหรือเบอร์ต่างประเทศที่ไม่รู้จัก
- ไม่โอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัวผ่านช่องทางที่ไม่ได้รับการยืนยัน
- หากสงสัย ให้แจ้ง ศูนย์รับแจ้งการหลอกลวงทางออนไลน์ โทร. 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ท้ายที่สุด พี่สยามมองว่าการที่นายกฯ บินไปจาการ์ตาครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดี บอกว่าไทยยังพยายามสร้างพันธมิตรในภูมิภาคอย่างจริงจัง ในช่วงที่โลกกำลังปรับขั้วกันใหม่ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง คำถามที่ทิ้งไว้ให้คิดก็คือ — ความร่วมมือครั้งนี้จะเดินหน้าได้แค่ไหนในทางปฏิบัติ และคนไทยตัวเล็กๆ จะได้สัมผัสผลของมันจริงๆ เมื่อไหร่?






