ไทยพร้อมแล้วหรือยัง? 'ยศชนัน' ร่วมเปิด Quantum Club Thailand ดันควอนตัม-AI เป็นเสาหลักประเทศ

พี่สยาม
พี่สยาม
เทคโนโลยี
ขนาดตัวอักษร
ไทยพร้อมแล้วหรือยัง? 'ยศชนัน' ร่วมเปิด Quantum Club Thailand ดันควอนตัม-AI เป็นเสาหลักประเทศ

ถ้าถามว่าตอนนี้รัฐบาลไทยกำลังเดินหน้าเรื่องเทคโนโลยีอนาคตไปถึงไหนแล้ว — คำตอบที่ได้จากงาน Quantum Club Thailand เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 น่าสนใจกว่าที่หลายคนคิดครับ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเปิดตัวชมรมนี้อย่างเป็นทางการ พร้อมส่งสัญญาณชัดว่าเทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) ไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่ถูกบรรจุเป็นนโยบายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างจริงจังแล้ว

3 เสาหลักที่ อว. กำลังผลักดัน

ศ.ดร.ยศชนัน อธิบายว่า กระทรวง อว. ได้วางกรอบงานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) ไว้บน 3 แกนหลักที่ทำงานเชื่อมโยงกัน ได้แก่

  • เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) — ระบบประมวลผลที่ทรงพลังกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปหลายล้านเท่า
  • เทคโนโลยีนิวเคลียร์ (Nuclear Technology) — ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่รวมถึงการแพทย์และการวิจัยขั้นสูง
  • เทคโนโลยีอวกาศ (Space Technology) — การเก็บข้อมูลจากวงโคจรโลก ซึ่งกลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ในยุค AI

ที่น่าสนใจคือ ศ.ดร.ยศชนัน มองว่าทั้ง 3 อย่างนี้ไม่ได้แยกกันอยู่ แต่เป็น "จิ๊กซอว์ภาพเดียวกัน" ที่ต้องประกอบรวมกันเพื่อรองรับการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญในสมรภูมิเทคโนโลยีโลก หรือที่เรียกกันว่า Tech War

AI ต้องการข้อมูล และข้อมูลมาจากทุกมิติ

หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือเรื่องข้อมูลครับ เพราะ AI ที่ฉลาดได้ต้องอาศัยข้อมูลมหาศาล — และข้อมูลนั้นไม่ได้มาจากแค่อินเทอร์เน็ตหรือโทรศัพท์มือถือเราเท่านั้น

"ประเทศไทยต้องรวบรวมข้อมูลจากทุกมิติ ทั้งข้อมูลภาคพื้นดิน ข้อมูลทางทะเล และที่สำคัญที่สุดคือข้อมูลจากอวกาศ" — ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเทคโนโลยีอวกาศถึงโยงกับ AI โดยตรง ดาวเทียมที่โคจรอยู่เหนือหัวเราสามารถเก็บข้อมูลอุณหภูมิ ความชื้น การเคลื่อนไหวของมวลน้ำ การใช้ที่ดิน และอีกนับร้อยพารามิเตอร์ที่ระบบ AI สามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อช่วยตัดสินใจในระดับนโยบายประเทศได้

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
ภาพ: www.thansettakij.com

ความรู้สึกของพี่สยาม: น่าตื่นเต้น แต่ขอถามว่าคนธรรมดาได้อะไร?

พูดตรงๆ นะครับ ตอนแรกที่ได้ยินคำว่า "ควอนตัม" ผมก็นึกถึงพวกหนังวิทยาศาสตร์มากกว่าชีวิตประจำวัน แต่พอฟังนโยบายนี้จริงจัง มันเริ่มชัดขึ้นว่านี่คือการวางรากฐานระยะยาวที่ถ้าทำสำเร็จ จะส่งผลต่อชีวิตคนไทยมากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นระบบการแพทย์ที่แม่นยำขึ้น การเกษตรที่ใช้ข้อมูลดาวเทียมช่วยวางแผน หรือแม้แต่ความมั่นคงทางไซเบอร์ที่แน่นหนากว่าเดิมด้วยระบบเข้ารหัสแบบควอนตัม

แต่ก็ต้องซื่อสัตย์ด้วยว่า จากนโยบายบนกระดาษสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในชีวิตจริง — ระยะทางยังอีกไกลครับ สิ่งที่จะตัดสินว่าไทยจะ "ปักหมุด" ได้จริงหรือแค่ปักป้ายไว้ ขึ้นอยู่กับการลงทุนจริง การพัฒนาคนจริง และความต่อเนื่องของนโยบาย

กระทบคนไทยอย่างไร และใครได้ประโยชน์บ้าง?

ในระยะสั้น กลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดสุดคือนักวิจัย นักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม เพราะการที่รัฐบรรจุควอนตัมไว้ในโยบายหลักหมายความว่าจะมีงบวิจัย ทุนการศึกษา และโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศตามมาอีกมาก

ส่วนคนทั่วไปอย่างพวกเราอาจยังไม่รู้สึกอะไรในระยะ 1-2 ปีนี้ แต่ถ้ามองระยะ 5-10 ปี เทคโนโลยีเหล่านี้จะซึมเข้าสู่บริการที่เราใช้ทุกวัน ตั้งแต่แอปสุขภาพ ระบบขนส่ง ไปจนถึงการรักษาความปลอดภัยทางการเงิน

ที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษคือ ตลาดแรงงาน ครับ เมื่อ AI และควอนตัมเข้ามามีบทบาทมากขึ้น งานบางประเภทจะเปลี่ยนไป ทักษะที่ตลาดต้องการจะเปลี่ยนไปด้วย คนรุ่นใหม่ที่กำลังเลือกเส้นทางอาชีพอยู่ตอนนี้ น่าจะลองหันมาสนใจสายวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) วิศวกรรม AI หรือแม้แต่ Quantum Computing ที่แม้จะยังเป็นสายใหม่มาก แต่มีความต้องการสูงมากในระดับโลก

สิ่งที่ควรติดตามต่อ

สำหรับใครที่สนใจเรื่องนี้จริงจัง มีบางอย่างที่น่าจับตาดูต่อครับ

  • ความคืบหน้าของ Quantum Club Thailand ว่าจะมีกิจกรรมอะไร เปิดให้คนภายนอกเข้าร่วมได้ไหม
  • งบประมาณที่กระทรวง อว. จะจัดสรรให้กับ 3 แกนหลักนี้จริงๆ ในปีงบประมาณหน้า
  • โครงการดาวเทียมและความร่วมมือด้านอวกาศที่ไทยกำลังเจรจาอยู่กับพันธมิตรต่างชาติ
  • หลักสูตรการศึกษาด้านควอนตัมที่จะเปิดในมหาวิทยาลัยไทย

ทิ้งท้ายไว้ตรงนี้นะครับ — การที่ไทยเริ่มพูดถึงควอนตัมในระดับนโยบายรัฐบาลไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย หลายประเทศในอาเซียนยังไม่ก้าวมาถึงจุดนี้ คำถามสำคัญคือจะเดินหน้าได้แค่ไหน และเร็วแค่ไหน ในโลกที่ Tech War กำลังร้อนขึ้นทุกวัน ความช้าเป็นต้นทุนที่แพงกว่าที่คิดครับ

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook