ถ้าบอกว่าประชุมรัฐ-เอกชนแล้วได้ผลจริง หลายคนอาจสายตาค้างสักนิด แต่การหารือระหว่าง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กับทีมผู้บริหาร Grab รอบนี้มีจุดที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า แนวคิดที่หยิบขึ้นมาคุยกันไม่ใช่การสร้างของใหม่ทั้งหมด แต่คือการใช้สิ่งที่คนไทยหลายสิบล้านคนเปิดแอปอยู่ทุกวันนั่นแหละ เป็นทางด่วนให้ AI วิ่งเข้าถึงชีวิตจริงของทุกคน
รัฐบาลมองอะไรจากโต๊ะหารือครั้งนี้
ตามรายงานของฐานเศรษฐกิจ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เปิดเผยหลังจากนั่งหารือกับผู้บริหาร Grab ว่า เป้าหมายหลักของรัฐบาลตอนนี้คือการผลักดันให้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าไปอยู่ในทุกมิติของเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่แค่ในโรงงานหรือบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เท่านั้น
กลุ่มเป้าหมายที่รัฐให้ความสำคัญคือคนที่อยู่บนพื้นที่จริงของเศรษฐกิจ ได้แก่ ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าข้างทาง ไรเดอร์ที่แล่นรถส่งอาหารและพัสดุ รวมไปถึง วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และสตาร์ทอัพที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น กลุ่มเหล่านี้คือฟันเฟืองสำคัญของ GDP ไทย แต่ที่ผ่านมามักเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงได้ยากกว่าองค์กรใหญ่
ไม่ต้องสร้างใหม่ทั้งหมด ใช้ที่มีอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์
สิ่งที่พี่สยามคิดว่าน่าสนใจที่สุดในการหารือครั้งนี้ไม่ใช่ตัวเลขงบประมาณหรือแผนยักษ์ใหญ่ แต่คือแนวคิดที่ว่า "ไม่จำเป็นต้องสร้างแพลตฟอร์มใหม่ขึ้นมาทั้งหมด"
ศ.ดร.ยศชนัน ระบุชัดเจนว่า โจทย์ที่แท้จริงคือทำอย่างไรให้ AI เข้าถึงคนไทยหลายล้านคนได้อย่างรวดเร็ว คำตอบที่ภาครัฐมองคือการอาศัย โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ที่ประชาชนใช้งานอยู่ทุกวันอยู่แล้ว ซึ่ง Grab ก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะมีผู้ใช้งานจริงอยู่แล้วทั้งฝั่งผู้บริโภค ร้านค้า และไรเดอร์ ถ้าสามารถฝัง AI เข้าไปในระบบที่คนคุ้นเคยได้ ก็ไม่ต้องง้อการเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ทั้งหมด
ที่สำคัญ แนวทางนี้ยังช่วยประหยัดงบประมาณได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะแทบไม่ต้องลงทุนสร้างระบบจากศูนย์

ภาครัฐในบทบาท "ผู้เชื่อมโยง" ไม่ใช่ผู้ทำทุกอย่างเอง
อีกหนึ่งมุมที่น่าจับตาคือการปรับบทบาทของภาครัฐ ศ.ดร.ยศชนัน บอกว่ารัฐไม่จำเป็นต้องลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่ควรเปลี่ยนบทบาทมาเป็น Connector หรือผู้เชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการ เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า "ระบบนิเวศ" (Ecosystem) ที่เอื้อให้ AI ถูกนำไปใช้งานได้จริงในภาคเศรษฐกิจ
ฟังดูเหมือนเป็นแค่คำพูดสวยงาม แต่ถ้ามองให้ดี มันคือการยอมรับว่าภาครัฐมีข้อจำกัดในเรื่องความเร็วและความยืดหยุ่น ขณะที่เอกชนอย่าง Grab มีทั้งฐานผู้ใช้ ข้อมูล และเทคโนโลยีพร้อมอยู่แล้ว การจับมือกันจึงน่าจะได้ผลเร็วกว่าต่างฝ่ายต่างทำ
ผลกระทบต่อคนไทยที่ต้องจับตา
ถ้าแผนนี้เดินหน้าได้จริง กลุ่มที่น่าจะได้ประโยชน์โดยตรงมีอยู่หลายส่วน
- ไรเดอร์ อาจได้เครื่องมือ AI ช่วยวางแผนเส้นทาง คาดการณ์รายได้ หรือจัดการเวลาทำงานได้ดีขึ้น
- ร้านค้าและผู้ขายบนแพลตฟอร์ม อาจได้รับการวิเคราะห์ยอดขาย แนวโน้มตลาด หรือคำแนะนำด้านราคาแบบอัตโนมัติ
- SME และสตาร์ทอัพ อาจเข้าถึงเครื่องมือ AI ที่เคยมีแต่บริษัทใหญ่ใช้ได้ โดยไม่ต้องลงทุนสูง
- ผู้บริโภคทั่วไป อาจได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นจากบริการที่ฉลาดขึ้น
สิ่งที่ควรติดตามต่อจากนี้
พี่สยามอยากบอกตรงๆ ว่าข่าวการหารือระดับนโยบายมักมีช่องว่างระหว่าง "คุยกัน" กับ "ทำจริง" อยู่เสมอ การประชุมครั้งนี้ยังไม่มีรายละเอียดของแผนงานที่ชัดเจน เช่น timeline ว่าจะเริ่มโครงการนำร่องเมื่อไหร่ กลุ่มเป้าหมายแรกคือใคร หรือจะวัดผลอย่างไร
ดังนั้น สิ่งที่น่าติดตามต่อจากนี้คือ
- มีโครงการนำร่อง (Pilot Project) ออกมาจริงหรือไม่ และเร็วแค่ไหน
- ไรเดอร์และ SME จะได้รับการฝึกอบรมหรือสนับสนุนอะไรบ้าง
- ข้อมูลที่ Grab มีอยู่จะถูกจัดการอย่างไรภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เพราะถ้า AI จะเรียนรู้จากพฤติกรรมผู้ใช้ ความโปร่งใสในการใช้ข้อมูลต้องมาก่อนเสมอ
ถ้าเป็นพี่สยามเอง ฟังแล้วรู้สึกว่านี่คือทิศทางที่ถูกต้อง การใช้แพลตฟอร์มที่คนใช้อยู่แล้วเป็นช่องทางส่ง AI เข้าถึงคนทั่วไปมันฉลาดกว่าการสร้างแอปรัฐบาลใหม่ที่ไม่มีใครอยากดาวน์โหลด แต่สิ่งที่จะพิสูจน์ทุกอย่างคือการลงมือทำจริงในสนาม ไม่ใช่แค่บนโต๊ะประชุม
สำหรับคนที่ทำธุรกิจ SME หรือทำงานเป็นไรเดอร์อยู่ตอนนี้ ลองติดตามข่าวสารจากทาง อว. และ Grab อย่างใกล้ชิดในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 นี้ เพราะถ้าโครงการนำร่องเกิดขึ้นจริง คนที่เข้าร่วมเร็วก็มักได้ประโยชน์เต็มๆ ก่อนใคร
AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไปแล้ว มันกำลังเดินเข้ามาในชีวิตประจำวัน คำถามที่เหลืออยู่คือเราจะพร้อมรับมันหรือเปล่า





