เมื่อเจ้าตลาดเก่าต้องสู้กลับ
ถ้าพูดถึงหุ่นยนต์อุตสาหกรรม หลายคนคงนึกถึงญี่ปุ่นเป็นอันดับแรก และมันสมเหตุสมผลมากด้วย เพราะนับตั้งแต่ยุค 1970s ญี่ปุ่นคือผู้ครองตลาดหุ่นยนต์โรงงานมาโดยตลอด แบรนด์อย่าง Yaskawa, Fanuc, Kawasaki และ Mitsubishi Electric ล้วนเป็นชื่อที่วิศวกรการผลิตทั่วโลกรู้จักดี แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว และญี่ปุ่นก็รู้ตัวดีว่าต้องเปลี่ยนวิธีเล่นด้วย
ตามรายงานของ Nikkei Asia ส่วนแบ่งตลาดหุ่นยนต์อุตสาหกรรมของผู้ผลิตญี่ปุ่นร่วงลงมาอยู่ที่ราว 40% ในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากยุครุ่งเรือง แรงกดดันหลักมาจากสองทิศทาง ได้แก่ จีนที่โตแบบก้าวกระโดดทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ และยุโรปที่มีความได้เปรียบด้านซอฟต์แวร์และระบบอัตโนมัติขั้นสูง

AI คือไพ่ใบใหม่ที่ญี่ปุ่นเลือกเล่น
กลยุทธ์ที่ญี่ปุ่นเลือกใช้ในการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่การลดราคาสู้ แต่คือการนำ Artificial Intelligence หรือ AI (ปัญญาประดิษฐ์) เข้ามาฝังในตัวหุ่นยนต์โดยตรง เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถ "เรียนรู้" และ "ปรับตัว" ได้มากกว่าเดิม
กรณีที่น่าสนใจมากที่สุดคือโรงงานใหม่ของ Yaskawa Electric บริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ซึ่งในโรงงานแห่งนี้ ประมาณหนึ่งในสามของหุ่นยนต์ทั้งหมดเป็นหุ่นยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI หมายความว่าหุ่นยนต์เหล่านี้ไม่ได้แค่ทำตามโปรแกรมที่ตั้งไว้เท่านั้น แต่สามารถอ่านสถานการณ์ ปรับการทำงาน และจัดการกับความผิดปกติได้แบบเรียลไทม์
ลองนึกภาพง่ายๆ ว่าหุ่นยนต์ยุคเก่าเหมือนพนักงานที่ทำงานตามคู่มือทุกอย่าง แต่ถ้าสถานการณ์หน้างานเปลี่ยนไปนิดหน่อย ก็ต้องหยุดรอให้วิศวกรมาแก้โปรแกรมใหม่ แต่หุ่นยนต์ที่มี AI ในตัวเปรียบเหมือนพนักงานที่มีประสบการณ์ รู้จักปรับตัวและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เอง

เปิดกว้างแทนที่จะปิดกั้น — อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงใหญ่
นอกจาก AI แล้ว สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการที่ญี่ปุ่นเริ่มหันมาใช้แนวทาง "Open Collaboration" หรือความร่วมมือแบบเปิด ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้าง dramatic สำหรับอุตสาหกรรมญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องการรักษาความลับและระบบปิดมาโดยตลอด
ในอดีต บริษัทหุ่นยนต์ญี่ปุ่นมักสร้าง Ecosystem ของตัวเอง ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ต้องใช้ของค่ายเดียวกัน ทำให้ลูกค้าติดอยู่กับแบรนด์เดียว แต่ตอนนี้แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนไป โดยมีความพยายามสร้างมาตรฐานกลางที่ให้หุ่นยนต์จากต่างผู้ผลิตทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น รวมถึงเปิดกว้างให้นักพัฒนาภายนอกสามารถสร้าง Application บนแพลตฟอร์มหุ่นยนต์ญี่ปุ่นได้
เหตุผลหลังนี้สำคัญมากในยุคที่ซอฟต์แวร์และ AI เป็นหัวใจของความสามารถในการแข่งขัน เพราะไม่มีบริษัทไหนจะพัฒนาทุกอย่างได้เองทั้งหมด การเปิดให้คนอื่นมาช่วยพัฒนาระบบนิเวศจึงเป็นวิธีเร่งความเร็วได้มากกว่า

ทำไมจีนและยุโรปถึงน่ากลัว?
เพื่อให้เห็นภาพว่าญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับอะไรอยู่ ขอเล่าให้ฟังสักนิดว่าคู่แข่งสองฝั่งนี้แข็งแกร่งแค่ไหน
ฝั่งจีน: ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จีนทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ภายในประเทศ ทั้งผ่านนโยบาย Made in China 2025 และการอุดหนุนของรัฐบาล ผลคือบริษัทอย่าง ESTUN, Inovance และ Siasun เติบโตอย่างรวดเร็ว และไม่ใช่แค่ตลาดในประเทศอีกต่อไป แต่กำลังออกมาแข่งในตลาดโลกด้วย ข้อได้เปรียบใหญ่ของจีนคือราคาที่ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และ Supply Chain ที่ครบวงจรในประเทศ
ฝั่งยุโรป: คู่แข่งอย่าง KUKA (เยอรมัน) และ ABB (สวิตเซอร์แลนด์-สวีเดน) มีจุดแข็งด้านซอฟต์แวร์และการทำงานร่วมกับระบบ Automation ขนาดใหญ่ รวมถึงมีฐานลูกค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรปที่แข็งแกร่งมาก โดยเฉพาะ KUKA ที่ถูกซื้อกิจการโดย Midea กลุ่มบริษัทจีน ทำให้มีทั้งเทคโนโลยียุโรปและทุนจีนหนุนหลัง

มุมมองพี่สยาม: เรื่องนี้ใกล้ตัวคนไทยมากกว่าที่คิด
ถ้าเป็นพี่สยาม อ่านข่าวนี้แล้วรู้สึกอะไรบ้าง? บอกตรงๆ ว่ารู้สึก "ตื่นเต้นปนกังวล" ตื่นเต้นเพราะนี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของอุตสาหกรรมการผลิตโลก และกังวลเพราะไทยเราอยู่กลางกระแสนี้พอดี ทั้งในฐานะผู้ใช้งานหุ่นยนต์และในฐานะประเทศที่กำลังพยายามยกระดับภาคการผลิต
ลองคิดดูว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตในไทยพึ่งพาหุ่นยนต์จากญี่ปุ่นมานานแค่ไหน โรงงานญี่ปุ่นในไทยหลายร้อยแห่ง ทั้งในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร มาบตาพุด และที่อื่นๆ ล้วนใช้หุ่นยนต์ญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ ถ้าญี่ปุ่นสามารถพัฒนาหุ่นยนต์ AI ที่ฉลาดขึ้นและใช้งานง่ายขึ้น ก็มีโอกาสที่โรงงานเหล่านี้จะอัปเกรดเร็วขึ้น ซึ่งอาจกระทบการจ้างงานในบางส่วน
ผลกระทบต่อคนไทยและอุตสาหกรรมไทย
มาดูกันว่าการแข่งขันครั้งนี้จะส่งผลอะไรต่อเราบ้าง:
- โอกาสราคาหุ่นยนต์ถูกลง: เมื่อญี่ปุ่น จีน และยุโรปแข่งกันดุเดือดขึ้น ราคาหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมีแนวโน้มลดลงในระยะยาว ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับ SME ไทยที่อยากใช้หุ่นยนต์แต่ยังติดเรื่องต้นทุน
- ทางเลือกมากขึ้น: ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่เลือกหุ่นยนต์ญี่ปุ่นหรือยุโรป แต่ถ้าหุ่นยนต์จีนมีคุณภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ และ Open Platform แพร่หลายมากขึ้น การเลือกซื้อจะยืดหยุ่นกว่าเดิม
- ความต้องการแรงงานทักษะสูงเพิ่มขึ้น: หุ่นยนต์ที่ฉลาดขึ้นไม่ได้แปลว่าต้องการคนน้อยลงเสมอไป แต่ต้องการคนที่มีทักษะต่างออกไป เช่น วิศวกร AI, นักโปรแกรม Robot และช่างเทคนิคระบบอัตโนมัติ
- ความเสี่ยงด้านมาตรฐาน: ถ้า Open Platform ยังไม่มีมาตรฐานกลางที่ชัดเจน การลงทุนในหุ่นยนต์ระบบหนึ่งอาจทำให้ติดปัญหาความเข้ากันได้ในอนาคต ผู้ประกอบการต้องศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจ

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการไทย
ถ้าคุณเป็นเจ้าของโรงงานหรือผู้บริหารภาคการผลิต พี่สยามอยากแนะนำว่าอย่าเพิ่งรีบตัดสินใจลงทุนหุ่นยนต์ AI ตามกระแสโดยไม่ศึกษาก่อน เพราะตลาดกำลังเปลี่ยนเร็วมาก สิ่งที่ควรทำตอนนี้คือ:
- ติดตามข่าวการพัฒนา AI Robot จากทั้งสามฝั่ง (ญี่ปุ่น จีน ยุโรป) เพราะในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ภาพจะชัดขึ้นมากว่าแพลตฟอร์มไหนจะกลายเป็นมาตรฐาน
- ลงทุนพัฒนาทักษะบุคลากรด้าน AI และ Automation ไว้ก่อน เพราะทักษะเหล่านี้ใช้ได้กับทุกแพลตฟอร์ม
- ถ้าจะลงทุนหุ่นยนต์ในช่วงนี้ ควรเลือกระบบที่มีความยืดหยุ่นและรองรับ Open Standard เพื่อไม่ให้ติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งมากเกินไป
- ศึกษาโครงการสนับสนุนของภาครัฐ เช่น BOI สำหรับการลงทุนในระบบอัตโนมัติและ AI ซึ่งมีสิทธิประโยชน์ที่น่าสนใจ

บทสรุป: การแข่งขันที่ไทยควรจับตา
การที่ญี่ปุ่นเลือกใช้ AI และ Open Collaboration เป็นหัวหอกในการกลับมา ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าอุตสาหกรรมหุ่นยนต์โลกกำลังจะก้าวกระโดดอีกครั้ง และในการแข่งขันครั้งนี้ ผู้ชนะไม่ใช่แค่ประเทศที่ผลิตหุ่นยนต์ได้ถูกที่สุด แต่คือประเทศที่สร้าง Ecosystem ที่ดีที่สุดและปรับตัวได้เร็วที่สุด
สำหรับไทยเรา การแข่งขันนี้คือทั้งโอกาสและความท้าทาย โอกาสที่จะเข้าถึงเทคโนโลยีที่ดีขึ้นในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น และความท้าทายที่ต้องเตรียมบุคลากรให้พร้อมรับมือกับโรงงานยุคใหม่ที่หุ่นยนต์ฉลาดกว่าเดิมมากนัก
อย่างที่พี่สยามมองนะ ยุคนี้ไม่มีประเทศไหนแข่งขันได้โดยยึดติดกับวิธีเก่าๆ แม้แต่ญี่ปุ่นที่เคยครองตลาดยังต้องปรับตัวขนานใหญ่ แล้วเราล่ะ พร้อมแค่ไหน?





