ถ้าพูดถึงสมุนไพรไทย หลายคนอาจนึกภาพยาต้มกลิ่นฉุน หรือของโบราณที่ยายเคยทำให้กิน แต่เชื่อไหมว่าตอนนี้ภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชนกำลังจริงจังกับเรื่องนี้มากขึ้นกว่าเดิมมาก เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ครั้งสำคัญระหว่างสามฝ่าย ที่น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนให้สมุนไพรไทยก้าวไปอีกระดับหนึ่ง
ใครมาจับมือกันบ้าง?
พิธีลงนามจัดขึ้น ณ เวทีกลาง Exhibition Hall 11–12 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีผู้แทนระดับสูงจากทั้งสามองค์กรร่วมลงนาม ได้แก่
- ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
- ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิตร รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะตัวแทนคณะแพทยศาสตร์และคณะเภสัชศาสตร์
- น.ส.สิวินีย์ วัฒิธรรม ผู้อำนวยการบริษัท ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย จำกัด
ตามรายงานของ Hfocus การลงนามครั้งนี้มีคณะผู้บริหารและพยานจากทั้งสามหน่วยงานเข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีด้วย

ลงนามแล้วจะทำอะไรกันบ้าง?
หลายคนอาจสงสัยว่า MOU นี้ไม่ได้แค่ถ่ายรูปแล้วก็จบ เพราะเป้าหมายที่ระบุไว้ค่อนข้างชัดเจนและจับต้องได้ ประกอบด้วย 4 เรื่องหลัก
- ยกระดับมาตรฐานการผลิต — พัฒนายาแผนไทยทั้งแบบตำรับและแบบปรุงเฉพาะรายให้มีคุณภาพและมาตรฐานสูงขึ้น
- พัฒนาระบบบริการในสถานพยาบาล — ปรับรูปแบบการให้บริการในโรงพยาบาลและคลินิกให้รองรับการใช้ยาสมุนไพรได้จริง
- ผลักดันเชิงนโยบาย — สนับสนุนให้ยาสมุนไพรเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ รวมถึงระบบสิทธิประโยชน์และกลไกการเบิกจ่ายของภาครัฐ
- กระตุ้นเศรษฐกิจ — สร้างมูลค่าเพิ่มจากสมุนไพรไทย และผลักดันอุตสาหกรรมสมุนไพรของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน
แต่ละฝ่ายจะเล่นบทไหน?
ดร.นพ.พงศธร เปิดเผยว่า กรมการแพทย์แผนไทยฯ จะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมในเรื่องนโยบาย มาตรฐาน และระบบบริการสุขภาพ รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาแนวทางการใช้ยาและการเชื่อมโยงเครือข่ายหน่วยบริการสุขภาพ เพื่อให้ยาแผนไทยที่มีข้อมูลวิชาการรองรับเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น
ด้าน ศ.นพ.รังสรรค์ กล่าวถึงบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า พร้อมสนับสนุนงานวิจัย พัฒนาองค์ความรู้ สร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ พัฒนามาตรฐานตำรับยา และพัฒนาบุคลากร เพื่อเสริมความเชื่อมั่นให้คนไทยมั่นใจในการใช้ยาแผนไทยและสมุนไพรมากขึ้น

พี่สยามมองเรื่องนี้ยังไง?
พูดตรงๆ เลย พี่ค่อนข้างดีใจที่เห็นสามฝ่ายนี้มานั่งคุยกันจริงจัง เพราะที่ผ่านมาเวลาพูดเรื่องสมุนไพร มักจะแยกกันเดิน ฝั่งวิชาการก็ทำวิจัยแต่ไม่ค่อยถูกนำไปใช้จริง ฝั่งรัฐก็ออกนโยบายแต่ขาดข้อมูลสนับสนุน ส่วนภาคเอกชนก็ผลิตสินค้าแต่บางทีขาดมาตรฐาน การที่สามเสาหลักนี้มาจับมือกันพร้อมกันครั้งเดียว ถ้าเดินหน้าได้จริง มันน่าจะเปลี่ยนภาพสมุนไพรไทยในสายตาคนทั่วไปได้ไม่น้อยเลย
ผลกระทบต่อคนไทยในชีวิตจริง
ถ้าความร่วมมือนี้เดินหน้าได้ตามแผน คนที่น่าจะได้ประโยชน์ชัดเจนที่สุดคือกลุ่มผู้ป่วยที่ใช้สิทธิรักษาพยาบาลของรัฐ เพราะหากยาสมุนไพรเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติและระบบเบิกจ่ายได้ ก็หมายความว่าคนทั่วไปจะสามารถเข้าถึงยาสมุนไพรที่ผ่านการรับรองคุณภาพได้โดยไม่ต้องจ่ายเองเต็มจำนวน
นอกจากนี้ในแง่เศรษฐกิจ เกษตรกรและผู้ประกอบการสมุนไพรรายเล็กรายน้อยก็อาจได้รับอานิสงส์จากการที่ตลาดสมุนไพรภายในประเทศเติบโตขึ้น และมีโอกาสส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้นด้วย
อย่าลืมระวังเรื่องนี้ด้วย
แม้จะเป็นข่าวดี แต่พี่อยากฝากไว้ให้คิดสักนิดว่า MOU คือจุดเริ่มต้นเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการติดตามว่าจะมีผลในทางปฏิบัติจริงแค่ไหน สำหรับคนที่สนใจใช้ยาสมุนไพรควรรู้ไว้ว่า
- ควรเลือกผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ได้รับการรับรองจาก อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) เสมอ
- อย่าหยุดยาแผนปัจจุบันเองแล้วหันมาใช้สมุนไพรแทนโดยไม่ปรึกษาแพทย์
- ยาสมุนไพรบางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับยาแผนปัจจุบันได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
- รอดูว่าผลลัพธ์จาก MOU นี้จะออกมาในรูปแบบใดก่อนตัดสินใจอะไร
สุดท้ายนี้ พี่คิดว่านี่คือสัญญาณที่ดีที่บ้านเราเริ่มให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาสมุนไพรอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ขายของหรือโปรโมทกันไปงั้น แต่กำลังวางรากฐานที่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์รองรับ ซึ่งถ้าทำได้จริง ก็อาจเป็นเรื่องที่ประเทศไทยภูมิใจได้ไม่น้อยเลย คำถามทิ้งท้ายก็คือ แล้วคุณคิดว่าถ้ายาสมุนไพรเข้าสู่ระบบสิทธิประโยชน์ได้จริง คุณจะลองใช้ไหม?





