ต้องบอกว่าข่าวนี้พอได้อ่านแล้ว รู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาทันทีเลยครับ เพราะถ้าเรื่องนี้บานปลายจนคลินิกบัตรทองทั่ว กทม. หยุดให้บริการจริง คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือผู้ป่วยโรคเรื้อรังทั่วไป ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องงบประมาณนี้แม้แต่น้อย
เรื่องมันเริ่มต้นยังไง?
สหภาพแรงงานคลินิกบัตรทอง นำโดย นพ.จักร์ ช่วยบำรุง ในฐานะตัวแทนกลุ่ม ได้เข้ายื่นหนังสือถึง น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ "ไอซ์" สส.พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการงบประมาณ เพื่อขอให้ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยมีประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาร้องเรียนอยู่ 3 เรื่องหลักๆ ด้วยกัน
3 ประเด็นที่สหภาพฯ ร้องขอให้ตรวจสอบ
1. งบโครงการฮอร์โมนข้ามเพศ 145 ล้านบาท
สหภาพฯ ตั้งข้อสังเกตถึงการอนุมัติงบประมาณสำหรับโครงการฮอร์โมนข้ามเพศเป็นจำนวน 145 ล้านบาท เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมองว่าการอนุมัติงบก้อนนี้เกิดขึ้นอย่าง "เร่งด่วน" ในขณะที่งบสำหรับดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Non-Communicable Diseases) กลับถูกปรับลดลงในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งทางสหภาพฯ เห็นว่าการจัดลำดับความสำคัญดังกล่าวยังขาดความชัดเจน และขอให้มีการตรวจสอบความจำเป็นเร่งด่วนของการใช้เม็ดเงินส่วนนี้
2. งบโครงการ Telemed หรือ Clicknic Health
ประเด็นที่สองและดูจะเป็นที่น่ากังวลมากที่สุดในแง่ตัวเลขคือ โครงการ Telemed (การให้บริการทางการแพทย์ผ่านระบบออนไลน์) ภายใต้ชื่อ Clicknic Health โดยสหภาพฯ พบว่ามีคลินิกเวชกรรมที่ใช้รหัส 42969 มียอดเบิกจ่ายสูงผิดปกติในระดับ 2-8 ล้านบาทต่อสัปดาห์ ซึ่งตามรายงานของสหภาพแรงงานคลินิกบัตรทอง ระบุว่าสงสัยว่าอาจมีการทุจริตเชิงโครงสร้าง
นอกจากนี้ยังพบข้อมูลที่น่าแปลกใจว่ามีการนำระบบ Telemed ไปใช้ใน ห้องพยาบาลโรงเรียนมัธยม เพื่อเบิกจ่ายยา อาทิ ยาแต้มสิว และน้ำตาเทียม ซึ่งทางสหภาพฯ มองว่าอาจเป็นการใช้ระบบที่ผิดวัตถุประสงค์และเปิดช่องให้เกิดการรั่วไหลของงบประมาณสาธารณสุข
3. การบริหารงบคลินิกบัตรทองนวัตกรรม
ประเด็นที่สามคือการตัดลดงบและการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การดูแลผู้ป่วย NCDs ในคลินิกนวัตกรรม ซึ่งสหภาพฯ มองว่าสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการงบประมาณของ สปสช.
ขีดเส้นตาย 31 สิงหาคม 2569
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ร้อนแรงขึ้นไปอีกคือการที่สหภาพฯ ประกาศ เส้นตาย 31 สิงหาคม 2569 ชัดเจน โดยมีข้อเรียกร้องหลักที่ต้องการให้ สปสช. ดำเนินการ ได้แก่ ยกเลิกระบบโควตา, ชดเชยรายได้ที่คลินิกสูญเสียไป และปรับค่าตรวจกลับมาเป็น 320 บาทต่อครั้ง
หากไม่มีการดำเนินการตามข้อเรียกร้องภายในกำหนด สหภาพฯ จะเดินหน้า 2 มาตรการพร้อมกัน
มาตรการแรกคือ การรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นถอดถอนผู้บริหาร ทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช.
มาตรการที่สองซึ่งน่าเป็นห่วงมากกว่าในแง่ผลกระทบต่อประชาชนคือ การประกาศหยุดรับผู้ป่วยสิทธิบัตรทองในคลินิกนวัตกรรมทั่วกรุงเทพฯ ทันที
กระทบใครบ้าง ถ้าเรื่องนี้บานปลาย?
ถ้าให้พี่สยามวิเคราะห์ตรงๆ ต้องบอกว่าคนที่อยู่กลางๆ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทนี้เลย แต่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง อย่างเบาหวาน ความดัน หัวใจ ที่ใช้สิทธิบัตรทองรักษาตัวอยู่ที่คลินิกนวัตกรรมทั่ว กทม. เพราะถ้าคลินิกเหล่านี้หยุดให้บริการพร้อมกัน ผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็จะต้องแห่กันไปรับบริการที่ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ อย่างศิริราช จุฬาฯ หรือรามาธิบดี ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้คิวผู้ป่วยยาวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนประเด็นเรื่องงบประมาณที่สหภาพฯ ร้องเรียนนั้น ต้องรอให้กระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการงบประมาณดำเนินไปก่อน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันจาก สปสช. ว่าจะชี้แจงหรือดำเนินการอย่างไร
สิ่งที่ควรติดตาม
- ท่าทีของ สปสช. ต่อข้อร้องเรียนทั้ง 3 ประเด็น
- ผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการงบประมาณที่นำโดย "ไอซ์ รักชนก"
- ว่าสหภาพฯ จะเดินหน้ามาตรการหยุดบริการจริงหรือไม่ ภายหลัง 31 สิงหาคม 2569
- ผลกระทบต่อผู้ป่วยโรคเรื้อรังใน กทม. หากสถานการณ์ยืดเยื้อ
ในฐานะคนที่เคยใช้บัตรทองและรู้ว่าระบบนี้สำคัญขนาดไหนสำหรับคนที่ไม่มีประกันเอกชน อยากให้ทุกฝ่ายระลึกไว้ว่า ปลายทางของการตัดสินใจทุกอย่าง มันกระทบถึงคนธรรมดาที่แค่อยากไปหาหมอโดยไม่ต้องเป็นหนี้ครับ ไม่ว่าข้อเรียกร้องจะถูกหรือผิด ก็ขอให้แก้ปัญหาบนโต๊ะเจรจา ไม่ใช่บนหัวคนไข้





