ถ้าพี่สยามเห็นโพสต์นี้ตอนเช้า ก็ต้องหยุดอ่านซ้ำอยู่สักรอบ เพราะมันตั้งคำถามที่คนไทยหลายล้านคนน่าจะอยากรู้คำตอบ — รัฐบาลเพิ่งควักเงิน 18,000 ล้านบาทจ่ายค่าไฟถนนแทนประชาชน แต่ค่าไฟในบิลของเรากลับไม่ถูกลงสักสตางค์แดงเดียว แล้วแบบนี้ กกพ. มีไว้ทำไม?
โพสต์เดียวที่สั่นสะเทือนองค์กรกำกับพลังงาน
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุชัดเจนว่า
"เอาไฟถนน ออกจากบิลค่าไฟ 0.10 บาทได้แล้ว โดยรัฐจ่ายให้แทนปีละ 18,000 ล้าน แต่ กกพ. กลับไม่ลดค่าไฟ ยังเสนอหน่วยละ 3.95 เท่าเดิม ควรยุบ กกพ.ได้แล้ว"
โพสต์นี้ไม่ได้แค่บ่น แต่ชี้ให้เห็นความขัดแย้งที่ชัดมาก — รัฐบาลทำในสิ่งที่ควรทำแล้ว แต่หน่วยงานที่มีหน้าที่ปรับราคาให้สะท้อนความเป็นจริงกลับไม่ขยับ
กกพ. เสนออะไรบ้าง?
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในช่วงวันที่ 13–20 กรกฎาคม 2569 เพื่อพิจารณาปรับอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในงวดเดือนกันยายน–ธันวาคม 2569 โดยมีทั้งหมด 4 แนวทาง
- แนวทางที่ 1, 2 และ 3 — ล้วนเป็นการ ปรับขึ้น ค่าไฟทั้งสิ้น
- แนวทางที่ 4 — คงค่าไฟเท่าเดิมที่ 3.95 บาทต่อหน่วย
สังเกตได้ว่า ไม่มีแนวทางไหนเลยที่เสนอให้ ลดค่าไฟ แม้แต่แนวทางเดียว ทั้งที่สาธารณชนรับรู้กันดีว่ารัฐบาลเพิ่งอัดฉีดเงินก้อนใหญ่เพื่อดึงค่าไฟถนนออกจากบิลค่าไฟของประชาชนไปแล้ว
ไฟถนน 40 ปีที่ฝังอยู่ในบิลของเรา
ดร.อรรถวิชช์ขยายความเพิ่มเติมว่า ค่าไฟถนนที่ฝังอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชนมานานเกือบ 40 ปีนั้น คิดเป็นเงินกว่า 18,000 ล้านบาทต่อปี และล่าสุดรัฐบาลได้ตัดสินใจจ่ายแทนประชาชน เท่ากับว่าภาระส่วนนี้ถูกยกออกจากบิลค่าไฟแล้วอย่างเป็นทางการ
แต่เมื่อภาระตรงนี้หายไป ค่าไฟที่ประชาชนจ่ายควรจะลดลงตามสัดส่วน — นั่นคือลอจิกที่ทุกคนเข้าใจได้ไม่ยาก แต่ดูเหมือน กกพ. จะมองเรื่องนี้ต่างออกไป

กกพ. ตั้งมาทำไม ถ้าไม่ปกป้องคนใช้ไฟ
ดร.อรรถวิชช์ ย้อนกลับไปถึงที่มาของ กกพ. ว่าถูกจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2551 ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน โดยมีหน้าที่หลักคือ ควบคุมและกำกับดูแลราคาพลังงาน รวมถึงปกป้องผลประโยชน์ของผู้ใช้พลังงานด้านอัตราค่าบริการ
แต่ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของภาครัฐกลับลดลงมาต่ำกว่า 30% ในขณะที่อีก 70% ตกอยู่ในมือเอกชน ซึ่งนักวิจารณ์หลายฝ่ายมองว่านี่คือส่วนหนึ่งของปัญหาโครงสร้างค่าไฟที่สะสมมานาน
ดร.อรรถวิชช์ เสนอทางออกไว้ด้วยว่า ควรยุบ กกพ. แล้วโยกเจ้าหน้าที่ไปสังกัดคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. แทน เพราะ กพช. ปัจจุบันทำแต่นโยบายและสั่งการ แต่ขาดกำลังคนในการขับเคลื่อน — พูดง่ายๆ คือ "มีแต่หัว ไม่มีตัว" ควรรวมกันให้สมบูรณ์เสียที
กระทบคนไทยยังไง ใครได้ ใครเสีย
สำหรับคนทำงานและครัวเรือนทั่วไป เรื่องนี้เกี่ยวโดยตรงกับปากท้องทุกเดือน ค่าไฟที่ไม่ลดทั้งที่ควรจะลดได้ หมายความว่าเงินในกระเป๋าเราก็ไม่ได้กลับมา ในขณะที่เงินภาษี 18,000 ล้านบาทต่อปีก็ออกไปจ่ายค่าไฟถนนแล้ว
กลุ่มที่รู้สึกหนักที่สุดคือ ครัวเรือนรายได้น้อย ที่สัดส่วนค่าไฟต่อรายได้สูงกว่ากลุ่มอื่น รวมถึง ผู้ประกอบการ SME ที่แบกต้นทุนค่าไฟเป็นรายเดือนอยู่แล้ว ถ้าค่าไฟลดได้จริงแม้แค่สตางค์สองสตางค์ต่อหน่วย ผลรวมในระยะยาวก็ไม่ใช่จำนวนเล็กน้อย
สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อจากนี้
ข้อมูลที่มีอยู่ตอนนี้มาจากโพสต์ของ ดร.อรรถวิชช์ ตามที่รายงานโดยมติชน ยังไม่มีการชี้แจงอย่างเป็นทางการจาก กกพ. ว่าเหตุใดจึงไม่มีแนวทางลดค่าไฟรวมอยู่ในตัวเลือกที่เปิดรับฟัง ซึ่งนั่นคือจุดที่ต้องรอข้อมูลเพิ่มเติม
สิ่งที่ประชาชนทำได้ตอนนี้คือติดตามผลการรับฟังความคิดเห็น และถ้ามีช่องทางให้แสดงความเห็นเรื่องค่าไฟ ก็ควรใช้สิทธิ์นั้น เพราะการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) มีไว้เพื่อเสียงของคนใช้ไฟอย่างพวกเราโดยตรง
พี่สยามว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่มันคือเรื่องของโครงสร้างที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคนที่ต้องจ่ายค่าไฟทุกเดือน คำถามง่ายๆ ที่ยังรอคำตอบคือ — รัฐบาลจ่ายแทนแล้ว แล้วเงินนั้นมันไปอยู่ที่ไหน?





