อ.ปริญญา-สุภิญญา ชี้เก้าอี้ประธาน กสทช. จบแล้ว กางกฎหมาย 4 มาตราฟัน-จี้โชว์สปิริตหยุดทำงานทันที

พี่สยาม
พี่สยาม
การเมือง
ขนาดตัวอักษร
อ.ปริญญา-สุภิญญา ชี้เก้าอี้ประธาน กสทช. จบแล้ว กางกฎหมาย 4 มาตราฟัน-จี้โชว์สปิริตหยุดทำงานทันที

ถ้าพี่สยามได้ยินคำว่า "มีมติเอกฉันท์ 4 ต่อ 0" จากคณะกรรมการสรรหาองค์กรระดับนี้ ต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย เพราะมันหมายความว่าทุกคนในห้องนั้นเห็นตรงกันหมด ไม่มีเสียงแตก ไม่มีคนค้าน — นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนมากว่าเรื่องนี้ถึงจุดจบแล้ว

เกิดอะไรขึ้นกับเก้าอี้ประธาน กสทช.?

เรื่องนี้มาจากการที่คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ กสทช. ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ 4 ต่อ 0 วินิจฉัยว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553

ผลของมตินี้ทำให้คณะกรรมการสรรหาถือว่า นพ.สรณ ได้สละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 4 พ.ศ. 2565 และได้มีการแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันแล้ว

นักวิชาการและอดีต กสทช. มองยังไง?

ฝั่งนักวิชาการด้านกฎหมาย อ.ปริญญา ออกมาวิเคราะห์ชัดเจนว่าเก้าอี้ประธาน กสทช. "จบแล้ว" โดยกางกฎหมายถึง 4 มาตราที่เกี่ยวข้อง และยังเตือนไปถึง นายกรัฐมนตรี ด้วยว่า หากเพิกเฉยไม่ดำเนินการเสนอทูลเกล้าฯ เพื่อถอดถอน อาจมีความเสี่ยงต่อความผิดตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นเรื่องของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ขณะที่ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศของสภาองค์กรของผู้บริโภค และในฐานะอดีตกรรมการ กสทช. เอง ก็มองประเด็นนี้อย่างน่าสนใจ โดยเธออธิบายว่าแม้ในทาง พฤตินัย (ความเป็นจริงในทางปฏิบัติ) นพ.สรณ จะถูกมองว่าไม่มีสถานะเป็น กสทช. ตั้งแต่วันแรกเพราะขาดคุณสมบัติ แต่ในทาง นิตินัย (ความถูกต้องตามกฎหมาย) นั้น ชื่อของประธาน กสทช. ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว การพ้นจากตำแหน่งอย่างสมบูรณ์จึงต้องผ่านกระบวนการเสนอทูลเกล้าฯ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาอีกครั้ง

สุภิญญาเล่าประสบการณ์ตัวเอง จี้โชว์สปิริต

สิ่งที่น่าสนใจคือ สุภิญญาไม่ได้แค่วิจารณ์จากข้างนอก แต่เล่าจากประสบการณ์ตัวเองที่เคยเผชิญปัญหาเรื่องคุณสมบัติจากคดีความทางการเมืองมาก่อน เธอบอกว่าในตอนนั้นเลือกที่จะ แสดงเจตจำนงยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที ภายในช่วงบ่ายของวันที่ศาลมีคำตัดสิน มีการคืนรถประจำตำแหน่งและทำจดหมายชี้แจงไปยังเลขาธิการ กสทช. อย่างชัดเจน

"การทำเช่นนี้เพื่อป้องกันความยุ่งยากในการทำงานของสำนักงาน กสทช. แม้ว่าในขณะนั้นจะยังไม่พ้นตำแหน่งตามกฎหมายและต้องรอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความนานถึง 1 ปีก็ตาม" — น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์

เธอยังเน้นย้ำว่า ผู้ที่จะ ปลดล็อกความวุ่นวายทั้งหมดได้ดีที่สุดคือตัว นพ.สรณ เอง โดยการโชว์สปิริตยุติการปฏิบัติหน้าที่ก่อน แม้กระบวนการทางกฎหมายจะยังไม่เสร็จสิ้น และยังชี้ว่า นพ.สรณ ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีในชั้นศาลปกครองได้ แต่ควรหยุดทำหน้าที่ก่อนในระหว่างนั้น

กระทบคนไทยยังไง?

หลายคนอาจมองว่า กสทช. เป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้วองค์กรนี้ดูแลเรื่องใหญ่มากในชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการกำกับดูแลคลื่นความถี่ที่ใช้ในการสื่อสาร ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และโทรคมนาคม รวมถึงการกำกับดูแลผู้ให้บริการมือถือและอินเทอร์เน็ต

  • ผู้บริโภค — หาก กสทช. อยู่ในภาวะวิกฤตองค์กร การกำกับดูแลผู้ให้บริการโทรคมนาคมอาจสะดุด ส่งผลถึงการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญาณมือถือ อินเทอร์เน็ต และค่าบริการต่างๆ
  • ภาคธุรกิจ — ความไม่แน่นอนของผู้นำองค์กรกำกับดูแลสร้างความไม่มั่นใจให้กับนักลงทุนในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและสื่อ
  • ความน่าเชื่อถือของระบบ — กรณีนี้สะท้อนปัญหากระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติที่ต้องได้รับการแก้ไขเชิงระบบ

สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อจากนี้

พี่สยามอยากเตือนว่า ณ ตอนนี้ข้อมูลที่มีอยู่คือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาและความเห็นของนักวิชาการกับอดีตกรรมการ กสทช. เรื่องนี้ยังมีกระบวนการทางกฎหมายที่ต้องติดตามต่อ โดยเฉพาะ

  • ท่าทีของนายกรัฐมนตรีต่อการดำเนินการเสนอทูลเกล้าฯ
  • การตัดสินใจของ นพ.สรณ ว่าจะยุติการปฏิบัติหน้าที่หรือสู้ต่อในชั้นศาลปกครอง
  • ผลกระทบต่อการดำเนินงานของ กสทช. ในระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

ข้อมูลทั้งหมดนี้มาจากรายงานของมติชนออนไลน์ และการชวนคิดชวนคุยของสภาองค์กรผู้บริโภค เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568

ว่าด้วยเรื่อง "สปิริต" และ "กฎหมาย"

พี่สยามคิดว่าสิ่งที่สุภิญญาพูดน่าสนใจมากในแง่หนึ่ง เพราะเธอแยกระหว่างสิ่งที่ "ต้องทำตามกฎหมาย" กับสิ่งที่ "ควรทำเพื่อองค์กร" ออกจากกันได้ชัดเจน บางครั้งการรอให้กระบวนการทางกฎหมายเสร็จก่อนค่อยขยับ มันอาจถูกต้องตามตัวหนังสือ แต่ต้นทุนที่องค์กรและประชาชนต้องแบกรับในระหว่างนั้นก็มีราคาเสมอ

และในฐานะคนธรรมดาที่ใช้โทรศัพท์ ดูทีวี และใช้อินเทอร์เน็ตทุกวัน พี่สยามก็แค่หวังว่าทุกฝ่ายจะหาทางออกได้เร็วที่สุด เพราะท้ายที่สุด องค์กรกำกับดูแลที่แข็งแกร่งและโปร่งใส มันไม่ได้เป็นประโยชน์แค่กับใครคนใดคนหนึ่ง — มันเป็นประโยชน์กับพวกเราทุกคน

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook

บทความที่เกี่ยวข้อง