ถ้าพี่สยามพูดตรง ๆ เลย ข่าวนี้มันน่าสนใจกว่าที่หลายคนคิดนะครับ เพราะมันพูดถึงเรื่องที่คนไทยส่วนใหญ่เจอในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นคนขับแกร็บ เจ้าของร้านอาหารบน Foodpanda หรือผู้ขายของออนไลน์ที่ต้องแบกรับค่า GP (ค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มหักจากยอดขาย) กันอยู่ทุกวัน วันนี้ภาครัฐเริ่มขยับแล้วครับ
เกิดอะไรขึ้น — ประชุมใหญ่เรื่องกฎหมายดิจิทัล
เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เป็นประธานในการหารือร่วมกับ ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ETDA
สองหน่วยงานนี้นั่งถกกันเรื่องสำคัญสองฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล และร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งทั้งสองฉบับยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา ยังไม่ได้ประกาศใช้ แต่ทิศทางที่ออกมาน่าจับตามองมากครับ
ไฮไลต์ของร่างกฎหมายนี้คืออะไร
ตามรายงานจากฐานเศรษฐกิจ ประเด็นสำคัญที่หารือกันมีหลายเรื่อง แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือ
- นิยามใหม่ของ "บริการดิจิทัล" — ร่างกฎหมายนี้จะเรียกรวมแพลตฟอร์มทุกประเภทว่า "บริการดิจิทัล" ครอบคลุมทั้งบริการบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และโครงข่ายโทรคมนาคมทั้งหมด ง่าย ๆ คือไม่ว่าจะเป็นแอปส่งอาหาร แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หรือบริการสตรีมมิ่ง ล้วนถูกครอบโดยกฎหมายนี้
- บังคับจดทะเบียนธุรกิจ — ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มทุกรายต้องแจ้งจดทะเบียนและเปิดเผยข้อมูลการประกอบธุรกิจ ไม่สามารถทำธุรกิจแบบเงียบ ๆ ได้อีกต่อไป
- รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต้องชี้แจง — หากผู้ให้บริการมีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาท จะต้องชี้แจงที่มาของรายได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย นี่คือหัวใจสำคัญที่ตั้งเป้าดึงภาษีจากทุนข้ามชาติครับ
- มีโทษหากหลีกเลี่ยง — ผู้ประกอบการที่ไม่ยอมขึ้นทะเบียนหรือปิดบังบัญชีรายได้ จะมีบทลงโทษชัดเจน
- ต้องกำกับดูแลตัวเอง — แพลตฟอร์มดิจิทัลจะต้องมีกลไก Self-Regulation (การกำกับดูแลตนเอง) และจัดทำแนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล
ทำไมเรื่องค่า GP ถึงสำคัญ
พี่สยามเชื่อว่าหลายคนที่ทำธุรกิจออนไลน์หรือร้านอาหารบนแพลตฟอร์ม Delivery รู้จักคำว่า "ค่า GP" ดี เพราะมันคือเงินที่แพลตฟอร์มหักออกจากยอดขายของร้านค้า บางแพลตฟอร์มเก็บสูงถึง 30-35% ต่อออเดอร์ ซึ่งหมายความว่าร้านขายอาหาร 100 บาท อาจได้เงินจริงแค่ 65-70 บาท
ถ้าเป็นพี่สยามเจอแบบนี้ ก็คงปวดหัวไม่น้อยเลย เพราะค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ยังไม่รวม แต่กฎหมายที่กำลังร่างอยู่นี้มีแนวโน้มจะเข้ามากำกับอัตราค่า GP ให้อยู่ในระดับที่ยุติธรรมมากขึ้น แม้รายละเอียดยังต้องรอความชัดเจนเพิ่มเติม
ใครได้ประโยชน์ ใครกระทบบ้าง
วิเคราะห์ตรง ๆ เลยนะครับ กฎหมายนี้ถ้าออกมาจริง มีผู้ได้และผู้กระทบชัดเจน
ฝั่งที่น่าจะได้ประโยชน์:
- ร้านค้าและผู้ขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ถ้ามีการควบคุมค่า GP จริง รายได้สุทธิก็จะดีขึ้น
- ผู้บริโภคทั่วไป ที่จะได้รับความคุ้มครองมากขึ้น และมีสิทธิร้องเรียนหากแพลตฟอร์มทำไม่เป็นธรรม
- รัฐบาลไทย ที่จะสามารถเก็บภาษีจากแพลตฟอร์มต่างชาติได้มากขึ้น ซึ่งเงินส่วนนี้ควรจะกลับมาเป็นประโยชน์สาธารณะ
- ผู้ประกอบการไทยขนาดเล็กและกลาง ที่ต้องแข่งขันอยู่กับยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่ไม่เคยเสียภาษีในไทยอย่างเป็นธรรม
ฝั่งที่อาจกระทบ:
- แพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่จากต่างประเทศ ทั้งในเรื่องภาษีและต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมาย
- ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มรายย่อยในไทย ที่อาจต้องแบกภาระด้านเอกสารและการจดทะเบียนเพิ่มขึ้น
สิ่งที่ควรจับตาดูต่อจากนี้
ต้องบอกตามตรงว่า ณ ตอนนี้ร่างกฎหมายยังอยู่ในขั้นหารือ รายละเอียดอาจเปลี่ยนแปลงได้อีกก่อนเข้าสู่สภาครับ สิ่งที่ควรติดตามคือ
- อัตราค่า GP ที่จะถูกกำหนดเพดานไว้ที่เท่าไหร่ และครอบคลุมแพลตฟอร์มประเภทใดบ้าง
- เงื่อนไขการเสียภาษีของแพลตฟอร์มต่างชาติจะเข้มแข็งแค่ไหน และมีกลไกบังคับใช้จริงหรือเปล่า
- ร่าง พ.ร.บ. ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อยู่ในการหารือพร้อมกัน จะมีหน้าตาอย่างไร
- ระยะเวลาที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้จริง
ถ้าพี่สยามมองในแง่ดี การที่ภาครัฐเริ่มให้ความสำคัญกับการกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างจริงจัง คือสัญญาณที่ดีมากครับ เพราะหลายปีที่ผ่านมา ทุนข้ามชาติดิจิทัลทำกำไรมหาศาลในประเทศไทย โดยที่ภาษีที่ตกค้างในประเทศยังเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบชัดเจน
อย่างไรก็ตาม กฎหมายที่ดีบนกระดาษ กับกฎหมายที่บังคับใช้ได้จริง คือคนละเรื่องกันเลยนะครับ ต้องรอดูกันต่อไปว่ากลไกการบังคับใช้จะออกมาอย่างไร
สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และร้านค้าที่ใช้แพลตฟอร์ม Delivery อยู่ตอนนี้ แนะนำให้ติดตามความคืบหน้าของร่างกฎหมายนี้ไว้ใกล้ ๆ เพราะมันอาจเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนธุรกิจของคุณได้ในอนาคตครับ ความรู้คือพลัง และรู้ก่อนย่อมปรับตัวได้ดีกว่าเสมอ





