ถ้าพี่สยามต้องพูดตามตรง — ได้ยินนักการเมืองออกมาพูดว่า "เราผิดพลาด" โดยไม่มีข้อแก้ตัวนำหน้า มันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนักในวงการการเมืองไทย ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบพรรคไหน การยอมรับความผิดพลาดต่อหน้าสาธารณะก็เป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง
ป้าถามกลางเวที จุดชนวนคำขอโทษ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เมื่อ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้แชร์ข่าวจากงานฟอรั่มผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นงานเสวนาที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เข้าร่วมพูดคุย
จุดที่ทุกคนพูดถึงคือช่วงที่ผู้เข้าร่วมงานท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นป้าคนหนึ่ง ลุกขึ้นตั้งคำถามตรงๆ กลางเวทีว่า "ทำไมคุณทิ้งคะแนนของโหวตเตอร์ ปล่อยโจรครองอำนาจ?" คำถามนี้สั้นแต่หนักมาก และนายวิโรจน์ก็เลือกที่จะตอบอย่างตรงไปตรงมา
ยอมรับทุกอย่าง ไม่หาทางออก
นายวิโรจน์ระบุในโพสต์ที่แชร์ออกมาว่า พรรคประชาชนตัดสินใจผิดพลาดที่ลงมติสนับสนุน พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยยอมรับว่าการตัดสินใจครั้งนั้นเปิดทางให้เกิดการโยกย้ายข้าราชการฝ่ายปกครอง และการขยายเครือข่ายอำนาจลงไปถึงระดับท้องถิ่น
นอกจากนี้ยังนำมาสู่ข้อกังขาต่อผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง จนมีผู้เปรียบว่าบ้านเมืองตกอยู่ในสภาวะ "โจรครองอำนาจ"
"ก่อนอื่น ผมต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า พวกเราได้ตัดสินใจผิดพลาดที่ลงมติสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยให้จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย"
อธิบายเหตุผล แต่ไม่ใช่ข้อแก้ตัว
นายวิโรจน์ได้อธิบายบริบทของการตัดสินใจในวันนั้นด้วยว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพรรคมองว่านั่นอาจเป็นโอกาสสำคัญที่จะเปิดทางไปสู่การแก้ไข รัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งมองว่าเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาการเมืองไทย ที่ทำให้อำนาจของประชาชนอ่อนแอ และองค์กรอิสระขาดความยึดโยงกับประชาชน
แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ แม้จะมีการอธิบายเหตุผล แต่นายวิโรจน์ยืนยันชัดเจนว่า "ยืนยันว่าเราไม่ได้ตัดสินใจโดยคิดถึงการเข้าสู่อำนาจ หรือความอยากเป็นใหญ่เป็นโตเลยแม้แต่น้อย"
เปิดเบื้องหลังส่วนตัว ยอมลงบัญชีรายชื่อลำดับสุดท้าย
นายวิโรจน์ยังพูดถึงเรื่องส่วนตัวที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน โดยระบุว่า ในฐานะที่อยู่ใน กลุ่ม 44 ส.ส. ที่กำลังเผชิญคดีอยู่ในขณะนั้น เมื่อทราบว่าพรรคมีความกังวลว่าหลังการเลือกตั้ง กลุ่ม ส.ส. เหล่านี้อาจถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะทำให้จำนวน ส.ส. ที่ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้ลดลง
เขาจึงตัดสินใจแจ้งต่อกรรมการบริหารพรรคว่า "ผมขอลงบัญชีรายชื่อในลำดับสุดท้าย" เพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นภาระต่อโอกาสของพรรค พร้อมยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงเลือกตั้งจนถึงวันนี้ยังคงทำงานให้พรรคอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้หวังตำแหน่งใดเป็นสิ่งตอบแทน
สะท้อนอะไรให้คนไทยได้คิด
พี่สยามมองว่าเรื่องนี้มีอย่างน้อยสองมิติที่น่าพูดถึงสำหรับคนทั่วไป
- มิติแรกคือเรื่องความรับผิดชอบทางการเมือง — การที่นักการเมืองออกมายอมรับตรงๆ ว่าตัดสินใจผิดพลาด แทนที่จะหาทางปัดความรับผิดชอบ เป็นสิ่งที่ประชาชนหลายคนอยากเห็นมากขึ้น ไม่ว่าจะสนับสนุนพรรคไหนก็ตาม
- มิติที่สองคือผลกระทบของการตัดสินใจเชิงนโยบาย — เรื่องนี้เตือนให้เห็นว่าการลงคะแนนเสียงแต่ละครั้งในสภา มีผลต่อชีวิตจริงของประชาชน ทั้งเรื่องการโยกย้ายข้าราชการ การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น และความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง
- มิติที่สามคือเสียงของประชาชน — ป้าท่านหนึ่งที่ลุกขึ้นถามกลางเวที คือภาพตัวแทนของคนธรรมดาที่รู้สึกว่าคะแนนเสียงของตัวเองถูกนำไปใช้ในทิศทางที่ไม่ได้ตั้งใจ ความรู้สึกนั้นสำคัญมาก และนักการเมืองที่ได้ยินเสียงนั้นแล้วไม่หนีออกจากเวที ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีกว่าไม่ฟัง
สิ่งที่ต้องรอดูต่อไป
แน่นอนว่าคำขอโทษเพียงอย่างเดียวไม่ได้แก้ปัญหาอะไรได้ทันที สิ่งที่ประชาชนควรจับตาต่อไปคือ พรรคประชาชนจะนำบทเรียนจากความผิดพลาดครั้งนี้ไปปรับการตัดสินใจอย่างไร โดยเฉพาะในประเด็นที่กระทบต่อสมดุลอำนาจในระดับท้องถิ่น และกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่นายวิโรจน์ระบุว่าเป็นเป้าหมายสำคัญ
ถ้าเปรียบง่ายๆ คือ การยอมรับผิดเป็นก้าวแรกที่ดี แต่ก้าวต่อๆ ไปต่างหากที่จะบอกว่าจริงจังแค่ไหน
ในฐานะคนดูการเมืองมานาน พี่สยามคิดว่าคำถามที่ป้าท่านนั้นถามกลางเวที คือคำถามที่คนไทยอีกหลายล้านคนอยากถามเช่นกัน และการที่มีคนยืนขึ้นถามแทนทุกคน แล้วได้รับคำตอบที่ไม่มีข้อแก้ตัว — ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ — มันก็เป็นบทสนทนาการเมืองที่เราอยากเห็นบ่อยกว่านี้





