บิตคอยน์ผันผวนทุกวัน แล้วเราควรดูอะไรก่อนตัดสินใจลงทุน?

พี่สยาม
พี่สยาม
เศรษฐกิจ
ขนาดตัวอักษร
บิตคอยน์ผันผวนทุกวัน แล้วเราควรดูอะไรก่อนตัดสินใจลงทุน?

ถ้าคุณเปิดข่าวการเงินช่วงนี้แล้วเห็นตัวเลขราคาบิตคอยน์กระโดดขึ้นลงเป็นร้อยเป็นพันดอลลาร์ภายในวันเดียว แล้วรู้สึกว่า "ควรจะกระโดดเข้าไปลงทุนตอนนี้เลยไหม?" — พี่อยากให้หยุดสักครู่ก่อนนะครับ

ราคาบิตคอยน์แกว่งตัวอยู่แถว 65,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 2.1 ล้านบาทต่อเหรียญ ซึ่งฟังดูเป็นตัวเลขใหญ่มาก แต่ในโลกของคริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) นี่คือเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทุกวัน สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขราคา คือการที่เราเข้าใจว่า "ควรดูอะไร" ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรก็ตามกับเงินของเรา

ทำไมราคาบิตคอยน์ถึงขึ้นลงแรงขนาดนี้?

บิตคอยน์ต่างจากหุ้นหรือพันธบัตรตรงที่ไม่มี "มูลค่าพื้นฐาน" ที่คำนวณได้ชัดเจนเหมือนบริษัทที่มีกำไรและสินทรัพย์รองรับ ราคาของมันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยพร้อมกัน ได้แก่

  • ความเชื่อมั่นของตลาด (Market Sentiment) — ข่าวดีหรือข่าวร้ายจากประเทศใหญ่อย่างสหรัฐฯ ยุโรป หรือจีน สามารถผลักราคาขึ้นลงได้หลายเปอร์เซ็นต์ภายในชั่วโมง
  • นโยบายของธนาคารกลาง — เมื่อดอกเบี้ยสูง นักลงทุนมักย้ายเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต เมื่อดอกเบี้ยลด เงินก็ไหลกลับเข้ามา
  • การเปิดรับจากสถาบันการเงิน — เมื่อธนาคารหรือกองทุนขนาดใหญ่เริ่มถือบิตคอยน์ ราคามักวิ่งขึ้น เพราะอุปสงค์เพิ่มแต่อุปทานมีจำกัด
  • Halving Event — ทุก 4 ปีโดยประมาณ รางวัลที่นักขุดบิตคอยน์ได้รับจะถูกลดลงครึ่งหนึ่ง ทำให้อุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดน้อยลง ซึ่งมักส่งผลให้ราคาขยับขึ้นในระยะยาว
  • การเก็งกำไรและ FOMO — ความกลัวที่จะตกรถ (Fear of Missing Out) ทำให้คนแห่ซื้อพร้อมกัน ราคาพุ่ง แล้วก็ดิ่งลงเร็วเช่นกัน

ตัวชี้วัดที่ควรดูแทนแค่ "ราคาวันนี้"

พี่เห็นคนไทยหลายคนเปิดแอปดูราคาบิตคอยน์วันละ 10 รอบ แต่พอถามว่าดู "อะไร" อยู่ ก็ตอบแค่ว่าดูว่าขึ้นหรือลง ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ได้บอกอะไรมากนักถ้าไม่มีบริบทประกอบ ลองดูตัวชี้วัดเหล่านี้แทนครับ

1. Market Dominance (สัดส่วนครองตลาด)

บิตคอยน์มีสัดส่วนใน Crypto Market ประมาณเท่าไหร่ ถ้าตัวเลขนี้สูง แสดงว่าเงินกำลังไหลเข้าหาบิตคอยน์โดยเฉพาะ ซึ่งมักเกิดในช่วงที่นักลงทุนระมัดระวัง แต่ถ้าลดลง แสดงว่าเม็ดเงินกระจายไปยังเหรียญอื่นๆ มากขึ้น

2. Volume การซื้อขาย (Trading Volume)

ราคาขึ้น 1% พร้อมปริมาณซื้อขายสูง กับขึ้น 1% พร้อมปริมาณซื้อขายต่ำ ความหมายต่างกันมาก อันแรกบ่งบอกว่ามีแรงหนุนจริง อันหลังอาจเป็นแค่การแกว่งตัวชั่วคราว

3. Fear & Greed Index

ดัชนีนี้วัดอารมณ์ตลาดคริปโตในช่วงนั้นว่าอยู่ในโหมดกลัวหรือโลภ ตัวเลขต่ำ (Extreme Fear) มักหมายความว่าตลาดตื่นตระหนก ซึ่งในประวัติศาสตร์มักเป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนระยะยาว แต่ไม่ได้แปลว่าจะขึ้นทันทีนะครับ

4. On-Chain Data

ข้อมูลที่บันทึกอยู่บน Blockchain โดยตรง เช่น จำนวนที่อยู่ (Address) ที่ใช้งานอยู่ การเคลื่อนย้ายเหรียญจาก Exchange ออกไปเก็บในกระเป๋าส่วนตัว ซึ่งมักหมายความว่านักลงทุนไม่รีบขาย

คนไทยกับการลงทุนคริปโต ต้องรู้อะไรบ้าง?

ในฐานะคนไทย มีเรื่องสำคัญที่ต้องรู้เพิ่มเติมจากเรื่องราคาครับ

  • ภาษี — กำไรจากการซื้อขายคริปโตในไทยต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประกาศของกรมสรรพากร อย่าลืมเก็บหลักฐานการซื้อขายไว้ด้วย
  • ใช้แพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาต — ตามข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย ตรวจสอบรายชื่อได้ที่ www.sec.or.th ก่อนเปิดบัญชีที่ไหน
  • ค่าเงินบาทมีผล — ราคาบิตคอยน์คิดเป็นดอลลาร์สหรัฐ เมื่อแปลงเป็นบาทแล้ว ค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงก็กระทบกำไรขาดทุนของเราด้วย

พี่สยามมองเรื่องนี้ยังไง?

พูดตรงๆ นะครับ ทุกครั้งที่เห็นราคาบิตคอยน์ขึ้นเป็นข่าว พี่ก็รู้สึกได้ว่าคนรอบข้างเริ่มตื่นเต้น มีคนส่งข่าวมาในกลุ่มไลน์ มีคนถามว่า "ซื้อได้เลยไหม?" พี่เข้าใจความรู้สึกนั้นดี เพราะเคยผ่านจุดที่อยากกระโดดเข้าไปเหมือนกัน

แต่สิ่งที่พี่เรียนรู้มาคือ การที่ราคาขยับขึ้น 0.82% ในหนึ่งวันไม่ได้บอกอะไรเราเลย มันเป็นแค่ snapshot หนึ่งวินาทีในตลาดที่เปิด 24 ชั่วโมง 365 วัน สิ่งที่ควรถามตัวเองมากกว่าคือ "เราเข้าใจสิ่งที่กำลังจะลงทุนดีพอไหม?" และ "ถ้าราคามันลง 50% พรุ่งนี้ เราพอรับได้ไหม?"

ถ้าคำตอบของคำถามที่สองคือ "ไม่ได้" นั่นแปลว่าเราอาจยังไม่พร้อมลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่างนี้ครับ

ถ้าอยากเริ่มต้น ควรทำอะไรก่อน?

สำหรับคนที่สนใจจริงๆ พี่แนะนำแนวทางนี้ครับ

  • ศึกษาก่อนลงเงิน — อ่านเรื่อง Blockchain, การทำงานของบิตคอยน์, ความเสี่ยงต่างๆ ให้เข้าใจพอสมควรก่อน
  • กำหนดสัดส่วนที่รับได้ — นักการเงินหลายคนแนะนำว่าสินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่างคริปโตไม่ควรเกิน 5-10% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด
  • ลงทุนสม่ำเสมอ (DCA) — Dollar-Cost Averaging คือการลงทุนจำนวนเท่าๆ กันทุกงวด แทนที่จะรอจังหวะ ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากการซื้อ ณ จุดสูงสุด
  • เก็บสินทรัพย์อย่างปลอดภัย — เรียนรู้เรื่อง Hardware Wallet และการป้องกัน Private Key ก่อนมีเงินในระบบมากเกินไป

โลกของคริปโตไม่ได้ไปไหน มันยังอยู่ที่นั่นให้เราศึกษาและตัดสินใจอย่างมีสติ ไม่ต้องรีบครับ การที่เราไม่กระโดดเข้าไปตามกระแสโดยไม่เข้าใจ นั่นคือการตัดสินใจที่ดีที่สุดแล้วสำหรับวันนี้

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook