5 กลุ่มคนที่ต้องระวังเป็นพิเศษเวลากินปลา แม้จะดีต่อสุขภาพแค่ไหนก็ตาม

พี่สยาม
พี่สยาม
สุขภาพ
ขนาดตัวอักษร
5 กลุ่มคนที่ต้องระวังเป็นพิเศษเวลากินปลา แม้จะดีต่อสุขภาพแค่ไหนก็ตาม

ใครๆ ก็บอกว่ากินปลาดีต่อสุขภาพ — และก็ไม่ผิดหรอกครับ เพราะปลาอัดแน่นไปด้วยโปรตีน, กรดไขมัน Omega-3, วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย นักโภชนาการทั่วโลกแนะนำให้กินปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่คนมักมองข้าม นั่นคือ ไม่ใช่ทุกคนที่กินปลาได้เยอะแค่ไหนก็ยิ่งดีเสมอไป

ผมได้อ่านรายงานจากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการหลายแหล่ง และพบว่ามีอยู่ 5 กลุ่มคน ที่ถ้าไม่ระวังเรื่องการกินปลา อาจทำให้อาการป่วยที่มีอยู่แย่ลงได้ ลองมาดูกันครับว่ากลุ่มไหนบ้าง

1. คนที่เป็นโรคเกาต์ — ต้องเลือกชนิดปลาให้ดี

โรคเกาต์เกิดจากความผิดปกติของการเผาผลาญที่ทำให้ระดับกรดยูริก (Uric Acid) ในเลือดสูงเกินไป เมื่อมันสะสมมากพอ ก็จะตกตะกอนเป็นผลึกเล็กๆ ในข้อต่อ ทำให้ปวดบวมอักเสบรุนแรงจนทนแทบไม่ได้

ปัญหาคือ ปลาหลายชนิด โดยเฉพาะปลาทะเล มีสาร พิวรีน (Purine) ค่อนข้างสูง และเมื่อร่างกายย่อยสลายพิวรีน สิ่งที่ได้คือกรดยูริก ซึ่งยิ่งทำให้อาการเกาต์กำเริบหนักขึ้น ปลาที่ควรระวังได้แก่ ปลาซาร์ดีน ปลาแอนโชวี ปลาแมคเคอเรล และปลาทูน่าบางชนิด

แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องหยุดกินปลาทั้งหมดนะครับ แค่ ควบคุมปริมาณ และเลือกปลาที่มีพิวรีนต่ำกว่า เช่น ปลานิล ปลาช่อน หรือปลาดุก รวมถึงต้องปรึกษาหมอว่าช่วงที่อาการกำเริบควรปรับมื้ออาหารอย่างไร

Tac-Dung-Ca
Tac-Dung-Ca

2. คนที่มีปัญหาเรื่องตับ — กินได้ แต่ต้องระวังวิธีปรุง

สำหรับคนที่เป็นโรคตับแข็ง ตับอักเสบ หรือตับทำงานบกพร่อง อาหารที่กินเข้าไปส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมโรค นักโภชนาการยังแนะนำให้กินปลาอยู่ เพราะโปรตีนในปลาย่อยง่ายกว่าเนื้อแดง และเป็นประโยชน์ต่อการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ วิธีปรุงอาหาร ครับ ปลานึ่ง ปลาต้ม หรือปลาย่างแบบเบาๆ คือตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าเป็นปลาทอดน้ำมันเยิ้ม ปลาย่างไหม้เกรียม หรือปลาเค็มที่มีโซเดียมสูง สิ่งเหล่านี้เพิ่มภาระให้ตับโดยไม่จำเป็น และอาจขัดขวางกระบวนการรักษาได้

ถ้าเป็นห่วงใครสักคนในบ้านที่มีโรคตับ ลองเปลี่ยนจากปลาทอดมาเป็นปลานึ่งมะนาวดูครับ อร่อยพอกัน แต่เป็นมิตรกับตับกว่ามาก

3. คนที่แพ้ปลา — อย่าประมาทเด็ดขาด

การแพ้ปลาเกิดจากปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองต่อโปรตีนบางชนิดในเนื้อปลา อาการที่พบบ่อยได้แก่ ผื่นคัน ลมพิษ คลื่นไส้ ท้องเสีย หรือริมฝีปากบวม

ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ในบางรายอาจเกิด ภาวะแพ้รุนแรง หรือ Anaphylaxis ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาทันที อาการจะรุนแรงถึงขั้นหายใจไม่ออก ความดันตก หรือหมดสติ

1783009473329_1870493767235431998_8813458017045788548_c788debc63980150ed0e734c3ba88e4d
1783009473329_1870493767235431998_8813458017045788548_c788debc63980150ed0e734c3ba88e4d

ถ้าคุณหรือคนในครอบครัวเคยมีประวัติแพ้ปลาหรืออาหารทะเล ต้องหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาดครับ และต้องตรวจดูส่วนผสมของอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารกระป๋องทุกครั้ง เพราะหลายผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมของปลาที่ไม่ได้ระบุชัดเจน

พี่สยามอยากบอกตรงๆ ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะครับ คนที่แพ้ปลาแล้วยังลองกินดูด้วยความคิดว่า "แค่นิดเดียวคงไม่เป็นไร" นั้นเสี่ยงมาก บางครั้งแค่ปริมาณเล็กน้อยก็ทำให้เกิดอาการรุนแรงได้แล้ว

4. คนที่ระบบย่อยอาหารมีปัญหา — ระวังการกินปลาปรุงซับซ้อน

ปลามีโปรตีนสูง และถึงแม้จะย่อยง่ายกว่าเนื้อสัตว์อื่นๆ แต่สำหรับคนที่กำลังมีปัญหาท้องเสีย ท้องอืด กระเพาะอักเสบ หรือลำไส้แปรปรวน ร่างกายอาจรับมือกับโปรตีนในปริมาณมากได้ยากขึ้นในช่วงนั้น

ช่วงที่ระบบย่อยอาหารกำลังมีปัญหา ควรเลือกปลาที่ปรุงแบบเรียบง่าย เช่น ปลานึ่ง หรือปลาในน้ำซุปใส กินในปริมาณพอเหมาะ และหลีกเลี่ยงปลาที่ปรุงด้วยเครื่องเทศหนักๆ หรือผัด炒ด้วยน้ำมันเยอะ เพราะจะยิ่งระคายเคืองทางเดินอาหาร

shutterstock-588165902-gfoy-1452
shutterstock-588165902-gfoy-1452

และถ้าอาการย่อยอาหารผิดปกติยาวนานเกินสองสามวัน อย่าปรับอาหารเองอย่างเดียวครับ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

5. หญิงตั้งครรภ์ แม่ให้นม เด็กเล็ก และชายที่รักษาภาวะมีบุตรยาก — ต้องเลือกชนิดปลาให้ถูก

กลุ่มนี้สำคัญมากครับ และเป็นเรื่องที่คนไทยหลายคนยังไม่ค่อยรู้ ปัญหาคือสาร ปรอท (Mercury) ที่สะสมอยู่ในปลาบางชนิด

ปลาขนาดใหญ่ที่มีอายุยืน เช่น ปลาดาบ ปลาฉลาม ปลาทูน่าพันธุ์ใหญ่ หรือปลาคิงแมคเคอเรล มักสะสมปรอทในปริมาณสูงกว่าปลาชนิดอื่น เพราะพวกมันกินปลาเล็กที่มีปรอออยู่แล้วสะสมต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิต ซึ่งเรียกกระบวนการนี้ว่า Bioaccumulation หรือการสะสมสารผ่านห่วงโซ่อาหาร

การรับปรอทสะสมในปริมาณมากส่งผลเสียต่อระบบประสาท สมอง และพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่สมองกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว

Sử dụng chanh xanh hay chanh vàng tốt hơn?
Sử dụng chanh xanh hay chanh vàng tốt hơn?

องค์การ FDA ของสหรัฐอเมริกา และองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้กลุ่มเหล่านี้หลีกเลี่ยงปลาที่มีปรอทสูง และเลือกกินปลาที่มีปรอทต่ำกว่าแทน ได้แก่

  • ปลาแซลมอน
  • ปลาทิลาเปีย (ปลานิล)
  • ปลาคอด (Cod)
  • ปลากะพง
  • กุ้ง (แม้จะไม่ใช่ปลา แต่เป็นทางเลือกปลอดภัย)

ปลาในกลุ่มนี้ให้โอเมก้า-3 และโปรตีนดีๆ โดยที่ปลอดภัยกว่าสำหรับกลุ่มเปราะบาง

สรุปภาพรวม: กินปลายังไงให้ได้ประโยชน์สูงสุด

เพื่อให้เห็นภาพรวมชัดขึ้น ขอสรุปให้แบบนี้ครับ

  • คนเป็นเกาต์ — หลีกเลี่ยงปลาทะเลที่มีพิวรีนสูง เลือกปลาน้ำจืดแทน
  • คนมีโรคตับ — กินได้ แต่ต้องเลือกวิธีปรุงที่เบา ไม่มัน ไม่เค็ม
  • คนแพ้ปลา — หลีกเลี่ยงเด็ดขาด ตรวจส่วนผสมอาหารทุกครั้ง
  • คนระบบย่อยอาหารอ่อนแอ — กินปลาปรุงแบบเรียบง่าย ในปริมาณพอเหมาะ
  • หญิงตั้งครรภ์ แม่ให้นม เด็กเล็ก — เลี่ยงปลาใหญ่ที่สะสมปรอทสูง
3 tác dụng của vỏ chanh dùng vào buổi tối
3 tác dụng của vỏ chanh dùng vào buổi tối

มุมมองของพี่สยาม

ผมมองว่าเรื่องนี้สำคัญมากสำหรับคนไทยครับ เพราะเราเป็นชาติที่กินปลาเป็นอาหารหลักมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ทั้งปลาน้ำจืดและปลาทะเล ราคาก็ไม่แพง หาง่าย และส่วนใหญ่ก็คิดว่ากินได้ไม่จำกัด

แต่ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่า แม้แต่อาหารที่ดีต่อสุขภาพก็ยังต้องกินให้เหมาะกับร่างกายของตัวเอง โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัวหรืออยู่ในช่วงที่ร่างกายต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

ถ้าคุณหรือคนในบ้านอยู่ในหนึ่งในห้ากลุ่มนี้ ไม่ต้องตกใจครับ แค่ปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อวางแผนมื้ออาหารให้เหมาะสม ยังกินปลาได้ แค่กินให้ฉลาดขึ้นนิดหน่อยก็พอ สุขภาพดีไม่ใช่เรื่องยาก แค่ต้องรู้จักตัวเองและรู้จักอาหารที่กินเข้าไปครับ

ขอบคุณข้อมูล: Phu Nu Today - Suc Khoe

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook