ช่วงนี้มีดราม่าร้อนๆ เกิดขึ้นในวงการสาธารณสุขไทย เมื่อ รมว.สาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ออกมาตั้งคำถามว่างบบัตรทองที่จัดสรรให้โรงพยาบาลนั้น มีส่วนที่ "หายไป" ถึง 6 หมื่นล้านบาท แต่ล่าสุดมีอดีตกรรมการสปสช.ออกมาชี้แจงพร้อมตัวเลขชัดเจนว่า เงินก้อนนั้นไม่ได้หายไปไหนเลย แค่กระจายไปยังหน่วยบริการที่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึง พี่สยามอ่านแล้วรู้สึกว่าเรื่องนี้สำคัญมากๆ เพราะถ้าคนทำนโยบายยังเข้าใจคลาดเคลื่อน ก็อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้
จุดเริ่มต้นของความสับสน
เรื่องนี้เริ่มต้นจากนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ดสปสช.) ออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับการจัดสรรงบบัตรทองให้กับโรงพยาบาล โดยระบุว่ายังมีส่วนที่หายไปราว 6 หมื่นล้านบาท และเตรียมให้บอร์ดสปสช.ออกมาชี้แจง ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นในบริบทที่มีการโต้เถียงกับ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน และอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท เกี่ยวกับปมงบจัดอีเวนต์ของสปสช.อีกด้วย
อดีตบอร์ดสปสช.ออกมาเฉลย
วันที่ 2 สิงหาคม 2569 น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล นักวิจัยศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา และอดีตกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้ออกมาให้ข้อมูลพร้อมตั้งคำถามกลับอย่างตรงไปตรงมาว่า
"น่าจะมีใครไปบอกรมว.นะ รายได้ รพ. แสนล้าน ที่ รมว.อ้าง เป็นแค่ รพ. ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่เหลือคือหน่วยบริการนอก สธ. ไม่ใช่เงินหาย หรือใช้ผิด เป็นประธานบอร์ด สปสช.นะเนี่ย"
พร้อมกันนั้น น.ส.กรรณิการ์ยังได้เผยแพร่รายละเอียดการจัดสรรงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะอยู่แล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่างบบัตรทองนั้นถูกกระจายไปยังหน่วยบริการหลากหลายประเภท ไม่ใช่แค่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว
ตัวเลขจริงๆ ไปกองอยู่ที่ไหนบ้าง?
ลองมาดูตัวเลขการจัดสรรงบบัตรทองในแต่ละปีกัน ซึ่งข้อมูลนี้มาจากประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่เผยแพร่สู่สาธารณะแล้ว
งบประมาณปี 2568 จัดสรรไปดังนี้:
- รพ.สังกัดสธ. — 103,250,247,522.98 บาท
- เอกชน — 25,833,028,474.41 บาท
- รัฐในสธ.(นอกสป.) — 18,025,532,181.50 บาท
- รัฐนอกสธ. — 18,021,962,993.80 บาท
- ภาครัฐอื่นๆ — 6,797,364,190.60 บาท
- รัฐนอกสธ.(อปท.) — 4,413,956,618.01 บาท
- รัฐพิเศษ — 3,014,681,002.05 บาท
งบประมาณปี 2569 จัดสรรไปดังนี้:
- รัฐในสธ.สังกัดสป. — 99,347,628,675.47 บาท
- เอกชน — 20,360,826,856.86 บาท
- รัฐนอกสธ. — 14,329,372,762.98 บาท
- รัฐในสธ.(นอกสป.) — 11,305,217,054.56 บาท
- ภาครัฐอื่นๆ — 5,655,743,306.93 บาท
- รัฐนอกสธ.(อปท.) — 3,660,633,935.47 บาท
- รัฐพิเศษ — 2,383,207,915.18 บาท
จะเห็นได้ว่าในปี 2568 งบที่ไม่ได้ไปโรงพยาบาลสังกัดสธ.โดยตรงนั้นรวมกันสูงถึงกว่า 76,000 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมทั้งโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการบัตรทอง หน่วยบริการนอกสังกัดสธ. องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีคลินิกชุมชน และหน่วยรัฐพิเศษต่างๆ
งบส่วนอื่นๆ ที่คนมักลืม
นอกจากงบที่จัดสรรตามสังกัดหน่วยบริการแล้ว ระบบบัตรทองยังมีการจัดสรรงบเพิ่มเติมสำหรับดูแลกลุ่มประชากรเฉพาะที่มีความต้องการพิเศษ อาทิ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องฟอกไตหรือล้างไตทางช่องท้อง ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องการดูแลต่อเนื่อง รวมถึงงบสำหรับพื้นที่กันดารหรือพื้นที่เสี่ยงภัยต่างๆ และบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ (Primary Care) ซึ่งเป็นด่านแรกที่คนไทยเข้าถึงก่อนจะถูกส่งต่อโรงพยาบาลใหญ่
พี่สยามมองว่า ถ้าเราเอางบพวกนี้ออกจากการคำนวณ แล้วไปเปรียบเทียบแค่ยอดที่ รพ.สธ.ได้รับ โดยไม่รู้ว่ายังมีงบอีกหลายก้อนที่ไหลไปที่อื่น ก็จะทำให้ดูเหมือน "เงินหาย" ทั้งที่ความจริงมันอยู่ในระบบครบถ้วนทุกบาท
กระทบคนไทยยังไง?
เรื่องนี้อาจดูเป็นเรื่องของคนในวงการ แต่จริงๆ แล้วมันกระทบกับเราทุกคนโดยตรงครับ เพราะถ้าความเข้าใจผิดพลาดนี้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายงบบัตรทอง เช่น การโยกงบกลับมากองที่ รพ.สธ.มากขึ้น หน่วยบริการอื่นๆ อย่าง คลินิกชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือแม้แต่โรงพยาบาลเอกชนที่รับบัตรทองในพื้นที่ห่างไกล ก็อาจได้รับงบน้อยลง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วประชาชนผู้ป่วยบัตรทองกว่า 47 ล้านคนก็จะเป็นฝ่ายได้รับผลกระทบ
โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างผู้ป่วยไตวาย ผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกล ที่ต้องพึ่งพางบเฉพาะกลุ่มเหล่านี้ ถ้างบหายไปแม้แต่นิดเดียว ผลกระทบก็หนักมาก
สิ่งที่ควรรู้และติดตาม
สำหรับประชาชนทั่วไปที่ใช้บัตรทองอยู่ พี่สยามอยากแนะนำว่า ข้อมูลการจัดสรรงบของสปสช.นั้นเป็นข้อมูลสาธารณะที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมากในแง่ของความโปร่งใส หากอยากรู้ว่าในพื้นที่ของเราได้รับงบไปเท่าไหร่ หรือโรงพยาบาลที่เราใช้บริการอยู่ในกลุ่มไหน สามารถติดตามได้จากประกาศของสปสช.ที่เผยแพร่อย่างเป็นทางการ
ที่สำคัญ การถกเถียงเรื่องนี้ในระดับนโยบายควรใช้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นฐาน ไม่ใช่แค่ตัวเลขบางส่วน เพราะระบบหลักประกันสุขภาพนั้นซับซ้อน มีหน่วยบริการหลายร้อยแห่ง กลุ่มผู้ป่วยหลายประเภท และงบหลายก้อนที่มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน
พี่สยามหวังว่าการที่มีคนออกมาชี้แจงรายละเอียดเหล่านี้จะทำให้การสนทนาในเรื่องงบบัตรทองกลับมาอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ตรงกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ทุกคนก็ต้องการให้ระบบสาธารณสุขของไทยดีขึ้น และผู้ป่วยทุกคนได้รับการดูแลที่ดีพอกัน



