ถ้าพี่สยามจะบอกตรงๆ ว่ารู้สึกยังไงกับข่าวนี้ — มันทำให้หนักใจไม่น้อยเลย เพราะเรากำลังพูดถึงโรงพยาบาลรัฐที่คนไทยหลายสิบล้านคนพึ่งพาอยู่ทุกวัน แต่ตัวเลขที่ออกมามันบอกว่าระบบกำลังมีปัญหาทางการเงินที่ไม่เล็กน้อยเลย
ภาพรวมสถานการณ์ — ตัวเลขที่น่าเป็นห่วง
ตามข้อมูลที่กองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) รายงานในการประชุมเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. เป็นประธาน พบว่า ณ เดือนพฤษภาคม 2569 โรงพยาบาลในสังกัด สธ. มีเงินบำรุงคงเหลือสุทธิรวมทั้งสิ้น 18,978.36 ล้านบาท
ฟังดูเหมือนเยอะ แต่พอดูแนวโน้มแล้วน่ากังวลมากกว่า เพราะถ้าย้อนไปดูตัวเลขตามไตรมาส จะเห็นว่ามันลดลงมาเรื่อยๆ ดังนี้
- ไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2568 — เงินบำรุงเหลือ 12,159.7 ล้านบาท
- ไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2569 — เงินบำรุงเหลือ 22,703.5 ล้านบาท
- ไตรมาส 2 ปีงบประมาณ 2569 — เงินบำรุงเหลือ 27,885.4 ล้านบาท
- เดือนพฤษภาคม 2569 (ข้อมูลล่าสุด) — เหลือเพียง 18,978.36 ล้านบาท
ตัวเลขที่พุ่งขึ้นในไตรมาส 2 แล้วดิ่งลงมาในเดือนพฤษภาคม สะท้อนว่าการใช้จ่ายในช่วงครึ่งปีหลังนั้นหนักมาก
400 แห่งติดลบ และ 30 แห่งวิกฤตสีแดง
จากโรงพยาบาลในสังกัด สป.สธ. ทั้งหมด 903 แห่งทั่วประเทศ พบว่า
- รพ.ที่เงินบำรุงติดลบ มีถึง 400 แห่ง คิดเป็น 44.3% ของทั้งหมด
- รพ.ที่มีเงินบำรุงเหลือน้อยกว่า 5 ล้านบาท มีถึง 485 แห่ง
- รพ.ที่อยู่ในวิกฤตระดับสูงสุด (ระดับ 7 หรือ "สีแดง") มีถึง 30 แห่ง
โรงพยาบาลวิกฤตสีแดง 30 แห่งนี้กระจายอยู่ในหลายเขตสุขภาพ โดยเขตสุขภาพที่ 2 มีมากที่สุดถึง 6 แห่ง ตามด้วยเขตที่ 1 และเขตที่ 4 เขตละ 5 แห่ง
ถ้าแยกตามประเภทโรงพยาบาล จะเห็นภาพชัดขึ้นอีก
- โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) 430 แห่ง — รวมเงินบำรุงสุทธิอยู่ที่ 7,968.97 ล้านบาท แต่ในจำนวนนี้มีที่ติดลบถึง 339 แห่ง รวมมูลค่าติดลบ -5,877.5 ล้านบาท
- โรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) 48 แห่ง — รวมเงินบำรุงสุทธิ 4,976.68 ล้านบาท แต่มีที่ติดลบถึง 50 แห่ง รวม -3,700.6 ล้านบาท
- โรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) 25 แห่ง — รวมเงินบำรุงสุทธิ 6,032.70 ล้านบาท มีที่ติดลบ 11 แห่ง รวม -2,739 ล้านบาท
ปัญหาหลัก — รายได้โต แต่ค่าใช้จ่ายโตเร็วกว่า
ในภาพรวมของรายรับและรายจ่าย พบว่า ขาดดุลรวมสูงถึง 12,218 ล้านบาท และที่น่ากังวลคือแนวโน้มในระยะยาว — รายได้รวมเติบโตขึ้น 73% แต่ค่าใช้จ่ายรวมเติบโตสูงถึง 85% นั่นหมายความว่ารายจ่ายวิ่งแซงรายรับไปเรื่อยๆ ถ้าไม่มีการปรับตัว ช่องว่างจะยิ่งถ่างขึ้น
กองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพได้เสนอแนวทางออก ทั้งการเพิ่มรายได้คุณภาพ ลดรายได้ที่รั่วไหล หาแหล่งเงินใหม่ เพิ่มงบสำหรับผู้ป่วยนอน (IP) รวมถึงการเพิ่มรายรับจาก "คลินิกพรีเมียม" เพื่อรองรับผู้ที่มีประกันสุขภาพภาคเอกชน
กระทบคนไทยอย่างไร?
นี่คือคำถามที่พี่สยามคิดว่าทุกคนควรสนใจ เพราะโรงพยาบาลรัฐไม่ใช่แค่ตึก — มันคือระบบที่คนไทยจำนวนมากอาศัยพึ่งพาทุกครั้งที่เจ็บป่วย โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีทางเลือก
เมื่อโรงพยาบาลขาดสภาพคล้อง ผลที่ตามมาในทางปฏิบัติอาจหมายถึงการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ที่ล่าช้า การลงทุนในอุปกรณ์การแพทย์ที่หยุดชะงัก หรือแม้แต่บุคลากรที่ทำงานหนักมากขึ้นในระบบที่ตึงเครียดกว่าเดิม คนไทยที่ต้องใช้บริการโรงพยาบาลรัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ รพ.อยู่ในวิกฤตสีแดง ควรติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน แนวทางที่เสนอให้เพิ่มรายรับจาก "คลินิกพรีเมียม" ก็เป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูว่าจะทำให้คุณภาพการบริการของผู้ป่วยสิทธิ์บัตรทองหรือประกันสังคมเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ — เรื่องนี้ยังต้องรอดูการดำเนินการจริงก่อน
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
ข้อมูลชุดนี้เป็นเพียงภาพ ณ เดือนพฤษภาคม 2569 ยังมีอีกหลายเดือนในปีงบประมาณนี้ที่จะบอกว่าสถานการณ์จะดีขึ้นหรือแย่ลง สิ่งที่ควรติดตามคือ
- มีโรงพยาบาลวิกฤตสีแดงเพิ่มขึ้นหรือลดลงในไตรมาสถัดไป
- แนวทางการหารายได้เพิ่มเติมที่เสนอนั้นจะถูกนำไปปฏิบัติจริงอย่างไร
- งบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐจะมีการปรับเพิ่มหรือไม่
พี่สยามไม่ได้บอกว่าระบบสาธารณสุขไทยกำลังจะล่มสลาย — เพราะบุคลากรในระบบทำงานหนักมากและยังยืนหยัดอยู่ได้ แต่ตัวเลขที่เห็นมันเตือนให้รู้ว่า ถ้าไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง ภาระจะตกไปอยู่ที่ทั้งบุคลากรสาธารณสุขและตัวประชาชนเองในที่สุด
คำถามทิ้งท้ายที่อยากให้ช่วยกันคิดคือ — ในฐานะประชาชนผู้ใช้บริการ เราจะมีส่วนช่วยให้ระบบสุขภาพที่เราพึ่งพาอยู่นี้ยืนได้อย่างไร? และในฐานะสังคม เราจะยอมให้โรงพยาบาลรัฐ 30 แห่งที่อยู่ในสีแดงสู้อยู่คนเดียวหรือเปล่า?





