ถ้าพี่สยามมีลูกหรือน้องวัยเรียน ข่าวนี้คงทำให้นอนไม่หลับได้เลย เพราะตัวเลขที่ออกมาจากงานเวทีสื่อสารเชิงนโยบายเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2568 นั้นน่าตกใจมาก เยาวชนไทยกว่า 85% เคยถูกเพื่อนชักชวนให้ทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า และที่หนักกว่านั้นคือมีการผสมสารเสพติดลงไปในน้ำยาด้วย แบบที่แยกไม่ออกด้วยตาเปล่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพธรรมดาแล้ว
ที่มาของเวทีครั้งสำคัญ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดงาน "เวทีสื่อสารเชิงนโยบายเพื่อการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสุขภาวะของเด็กและเยาวชน ผ่านการใช้ชุดสื่อและกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับครู" ขึ้นเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
จุดประสงค์หลักคือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และผลการดำเนินงาน พร้อมผลักดันแนวทาง "โรงเรียนเป็นฐาน" ในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ภายใต้โครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสุขภาวะของเด็กและเยาวชนในการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงต่อการสูบบุหรี่ไฟฟ้า
ตัวเลขที่ต้องอ่านแล้วหยุดคิด
นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. เปิดเผยข้อมูลที่น่าเป็นห่วงหลายจุด ตามรายงานจากเวทีดังกล่าว ดังนี้
- บุหรี่ไฟฟ้าแพร่กระจายผ่านช่องทางออนไลน์ถึง 88.3% ของการเข้าถึงทั้งหมด
- เยาวชน 75.9% มีเพื่อนในกลุ่มที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า
- กว่า 85.3% เคยถูกเพื่อนชักชวนให้ทดลองสูบอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
นอกจากนี้ยังพบสิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ บุหรี่ไฟฟ้าที่ผสมสารเสพติดอย่าง เคตามีน, ไอซ์ และสารอีโทมิเดท รวมถึง พอดเค (K-pods) ซึ่งดูภายนอกเหมือนบุหรี่ไฟฟ้าทั่วไป แต่อันตรายกว่ามาก และเด็กที่รับมาจากเพื่อนอาจไม่รู้เลยว่ากำลังสูดสารเสพติดเข้าร่างกาย
ทำไมโรงเรียนจึงเป็นคำตอบ
แนวคิดหลักของโครงการนี้คือการยอมรับความจริงว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียวไม่พอ เพราะบุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงเด็กได้ง่ายผ่านออนไลน์ รูปลักษณ์ที่ดึงดูด และที่สำคัญที่สุดคือ "อิทธิพลจากเพื่อน" ซึ่งกฎหมายไม่สามารถเข้าไปควบคุมได้โดยตรง
สิ่งที่จะได้ผลกว่าคือการสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ให้เด็กรู้เท่าทันและสามารถปฏิเสธได้ด้วยตัวเอง โดยมีโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลูกฝังทักษะชีวิต สสส. จึงออกแบบโครงการให้ครอบคลุมทุกระดับตั้งแต่ ปฐมวัยไปจนถึงอุดมศึกษา โดยดึงครู ผู้ปกครอง ครอบครัว และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม
"บุหรี่ไฟฟ้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว เข้าถึงเด็กเยาวชนได้อย่างก้าวกระโดด และยังมีการผสมยาเสพติดเข้ามามีส่วนร่วม สสส. ยืนยันว่าการสร้างความรอบรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าให้กับเด็กและเยาวชนจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน" — นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส.
ผลที่เห็นจริงจากโรงเรียนในเครือข่าย
ข้อมูลจากผลสำรวจปี 2568 ชี้ให้เห็นว่าแนวทางนี้ได้ผลจริง โดย โรงเรียนในเครือข่าย สสส. มีความตระหนักรู้เกี่ยวกับอันตรายจากปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพสูงถึง 54.47% ขณะที่โรงเรียนนอกเครือข่ายมีเพียง 41% ต่างกันกว่า 13 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในทางปฏิบัติถือว่าเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญมาก
กระทบคนไทยยังไง และใครควรสนใจเรื่องนี้บ้าง
พี่สยามมองว่าข่าวนี้ไม่ได้เกี่ยวกับแค่ "ครูและนักเรียน" แต่มันคือเรื่องของทุกบ้านที่มีเด็กวัยเรียน เพราะไม่ว่าโรงเรียนจะสอนดีแค่ไหน ถ้าที่บ้านยังไม่คุยกับลูกเรื่องนี้ ก็มีโอกาสที่เด็กจะถูกเพื่อนชักชวนได้อยู่ดี
ที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือกลุ่มเด็กอายุน้อยในระดับมัธยมต้น ที่อยู่ในช่วงอยากทดลอง อยากเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเพื่อน และยังไม่มีทักษะการปฏิเสธที่แข็งแกร่งพอ บุหรี่ไฟฟ้าที่ดูทันสมัย มีกลิ่นหอม และถูกวางตลาดในรูปแบบน่าสะสม จึงกลายเป็น "กับดัก" ที่ออกแบบมาเพื่อเด็กกลุ่มนี้โดยเฉพาะ
สิ่งที่พ่อแม่และครูทำได้ตั้งแต่วันนี้
- พูดคุยกับลูกตรงๆ ไม่ต้องรอให้มีสัญญาณเตือน เปิดบทสนทนาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าก่อนที่เด็กจะไปเจอมาเอง
- อธิบายให้เข้าใจว่าบุหรี่ไฟฟ้าบางชนิดมีสารเสพติดผสมอยู่ และดูจากภายนอกไม่ออก เรื่องนี้เด็กหลายคนไม่รู้จริงๆ
- สอนทักษะการปฏิเสธ ฝึกให้ลูกหรือนักเรียนรู้จักพูดว่า "ไม่" โดยไม่รู้สึกผิดหรือเขินอาย
- ครูที่สนใจ สามารถติดตามชุดสื่อและกิจกรรมการเรียนรู้ที่ สสส. พัฒนาร่วมกับจุฬาฯ เพื่อนำไปใช้ในชั้นเรียนได้
- สังเกตพฤติกรรมเด็ก หากพบอุปกรณ์ที่ไม่คุ้นเคย หรือกลิ่นหอมผิดปกติ ควรพูดคุยด้วยความเป็นห่วง ไม่ใช่การซักถามแบบสอบสวน
โครงการนี้อาจไม่ใช่สูตรสำเร็จที่แก้ปัญหาได้ชั่วข้ามคืน แต่การที่สามองค์กรใหญ่อย่าง สสส. จุฬาฯ และสพฐ. หันมาจับมือกันสร้าง "ระบบภูมิคุ้มกัน" ในโรงเรียนทั่วประเทศ นับเป็นสัญญาณที่ดีที่บอกว่าเรื่องนี้ถูกมองเห็นจริงๆ แล้วในระดับนโยบาย
คำถามที่พี่สยามอยากฝากทิ้งท้ายไว้ก็คือ แล้วในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่งในชีวิตของเด็กสักคน เราพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของ "ภูมิคุ้มกัน" นั้นด้วยไหม?





