ถ้าบอกว่าตัวเลขนี้ทำให้พี่สยามหยุดอ่านค้างเลย ก็ไม่ได้พูดเกินจริง — ตรวจคน 200,000 คนทั่วภาคอีสาน แล้วพบว่ามีพยาธิใบไม้ตับเกือบ 3 ใน 10 คน นี่ไม่ใช่ตัวเลขเล็กๆ น้อยๆ แล้ว และที่น่าเป็นห่วงกว่านั้น คือกลุ่มเด็กอายุ 15-29 ปีกลับติดเชื้อสูงที่สุด
ผลการคัดกรองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่อาคารสุขภาพแห่งชาติ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้แถลงผลการคัดกรองพยาธิใบไม้ในตับด้วยชุดตรวจปัสสาวะ OV-ATK ในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 9 กรกฎาคม 2569 โดยมีประชากรเข้าร่วมรับการตรวจแล้วกว่า 200,000 คน
ผลที่ได้คือ พบผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับเฉลี่ยอยู่ที่ 28% ของผู้เข้ารับการตรวจทั้งหมด และเมื่อแยกตามช่วงอายุ กลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ วัยรุ่นถึงวัยทำงานตอนต้น อายุ 15-29 ปี ซึ่งพบอัตราการติดเชื้อสูงถึง 30.36% โดย นพ.ศุภกิจ ระบุว่า สาเหตุที่กลุ่มนี้ติดเชื้อสูงเป็นเพราะพฤติกรรมการกินอาหารที่คล้ายกับผู้ใหญ่แล้ว
ชุดตรวจ OV-ATK เชื่อถือได้แค่ไหน?
หลังจากที่มีข่าวว่านิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับมากกว่า 4,000 คน หลายคนตั้งคำถามว่าชุดตรวจให้ผล บวกลวง (False Positive) หรือเปล่า เพราะตัวเลขสูงจนน่าตกใจ
นพ.ศุภกิจ ชี้แจงว่า ชุดตรวจ OV-ATK ผ่านการทดสอบและขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เรียบร้อยแล้ว โดยมีตัวเลขประสิทธิภาพดังนี้
- ค่าความไว (Sensitivity): 94.2% — หมายความว่า ถ้าติดเชื้อจริง ชุดตรวจจะตรวจเจอถึง 94.2%
- ค่าความจำเพาะ (Specificity): 93.2% — หมายความว่า ถ้าไม่ได้ติดเชื้อ จะได้ผลลบอย่างถูกต้อง 93.2%
- ค่าพยากรณ์ผลบวก: 93.1%
- ค่าพยากรณ์ผลลบ: 94.3%
"สิ่งที่เราควรกลัวมากกว่า คือการให้ผลลบลวง เพราะแปลว่ามีการติดเชื้อเกิดขึ้นแล้ว แต่ชุดตรวจกลับตรวจไม่เจอ" — นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์
ทั้งนี้ตามแนวปฏิบัติของกรมควบคุมโรค ถ้าได้ผลบวกจาก OV-ATK จะต้องมีการตรวจยืนยันจากอุจจาระอีกครั้ง ก่อนเริ่มการรักษา
ทำไมถึงน่ากลัว? เพราะมันอาจกลายเป็นมะเร็ง
พี่สยามอยากให้ทุกคนเข้าใจว่านี่ไม่ใช่แค่พยาธิธรรมดาที่กินยาแล้วหาย ตามข้อมูลที่ นพ.ศุภกิจ เปิดเผย ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับไม่น้อยกว่า 6 ล้านคน และผู้ที่ติดเชื้อนี้มีโอกาสพัฒนาไปเป็น มะเร็งท่อน้ำดี ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า
มะเร็งท่อน้ำดีถือเป็นหนึ่งในมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุด โดยเฉพาะในภาคอีสาน มีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดีสูงถึง 6,500 คนต่อปี และสร้างภาระค่าใช้จ่ายในการรักษามากถึง 13,500 ล้านบาทต่อปี
นี่คือเหตุผลที่การค้นพบตั้งแต่เนิ่นๆ สำคัญมาก เพราะถ้ารู้ว่าติดเชื้อแล้วรีบรักษา โอกาสป้องกันมะเร็งก็ยังมีอยู่
ผลการวิจัยใกล้สรุป เตรียมชงรัฐบาลกำหนดนโยบาย
สวรส.ระบุว่าการศึกษาวิจัยในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสานกำลังจะครบกำหนด 2 ปีในอีกไม่กี่เดือน เมื่อสรุปผลการศึกษาครบถ้วนแล้ว จะนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางนโยบายสาธารณสุขระยะยาวต่อไป
สัญญาณเตือนที่ทุกคนควรรู้
สำหรับคนที่อาศัยหรือมีคนรู้จักในภาคอีสาน รวมถึงคนที่ชอบกินปลาน้ำจืดแบบดิบหรือกึ่งสุก มีสิ่งที่ควรระวังดังนี้
- หลีกเลี่ยงปลาน้ำจืดดิบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นปลาร้าดิบ ก้อยปลา หรืออาหารที่ใช้ปลาน้ำจืดที่ยังไม่ผ่านความร้อนสูงพอ
- ปลาร้าต้องต้มสุกก่อนกิน ไม่ใช่แค่หมักเกลือแล้วกินสด เพราะพยาธิยังมีชีวิตอยู่ได้
- ถ้าสงสัยว่าติดเชื้อ ให้ไปพบแพทย์ หรือสอบถามหน่วยบริการสาธารณสุขในพื้นที่เกี่ยวกับการตรวจคัดกรอง OV-ATK
- ถ้าตรวจได้ผลบวก อย่าตื่นตระหนก แต่ให้ตรวจยืนยันและเข้ารับการรักษาตามคำแนะนำแพทย์
นพ.ศุภกิจ ยังมองในแง่ดีว่า กรณีนี้เป็น "โอกาส" ที่จะรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น และแนะนำว่าร้านอาหารที่ใช้ปลาร้าต้มสุกสามารถติดป้ายบอกลูกค้าได้ เพื่อสร้างความมั่นใจและอาจช่วยเพิ่มยอดขายได้ด้วย
ความรู้สึกของพี่สยาม
ตัวเลข 30% ในกลุ่มเด็กวัยรุ่นทำให้พี่สยามนึกถึงน้องๆ ที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยในอีสาน หลายคนคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองติดเชื้อ เพราะพยาธิใบไม้ตับมักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก มันค่อยๆ ทำลายตับและท่อน้ำดีอย่างเงียบๆ จนกว่าจะรู้ตัวก็อาจสายไปแล้ว
สิ่งที่น่าดีใจคือมีการตรวจพบตั้งแต่ตอนนี้ และรัฐบาลกำลังจะได้รับข้อมูลเพื่อวางนโยบาย นั่นหมายความว่าถ้าระบบขับเคลื่อนต่อได้ดี คนที่ติดเชื้ออยู่ก็จะได้รับการรักษาก่อนที่มันจะพัฒนาเป็นมะเร็ง
คำถามที่อยากทิ้งไว้ให้คิดกันคือ หลังจากสวรส.ชงผลวิจัยให้รัฐบาลแล้ว นโยบายที่ออกมาจะทันเวลาและครอบคลุมพอสำหรับคน 6 ล้านคนที่ติดเชื้ออยู่แล้วหรือเปล่า? และสำหรับคนที่อ่านอยู่ตอนนี้ — ถ้าคุณหรือคนในครอบครัวกินปลาน้ำจืดดิบเป็นประจำ บางทีก็ถึงเวลาพูดคุยกันแล้ว





