ถ้าพี่ได้ยินข่าวว่า "ข้อมูลสุขภาพในระบบไม่ตรงความจริง" ความรู้สึกแรกคงเป็นความกังวลว่าใครทำผิด ใครโกง แต่โพสต์ของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2569 ทำให้มุมมองนั้นพลิกไปทันที เพราะปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากคนเลว แต่เกิดจาก "ระบบที่บีบคนดีจนต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ"
ไม่ใช่สวมสิทธิ์ ไม่ใช่ key ผิด — แต่คือ "ปั๊ม KPI ทิพย์"
นพ.สุภัทรระบุอย่างชัดเจนในโพสต์เฟซบุ๊กว่า กรณีข้อมูลสุขภาพที่ผิดปกตินั้น ไม่ใช่การสวมสิทธิ์ของผู้ป่วย และไม่ใช่เจ้าหน้าที่กรอกข้อมูลผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ แต่คือการ "ปั๊ม KPI ทิพย์" นั่นคือการบันทึกข้อมูลตัวชี้วัด (KPI — Key Performance Indicator) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพื่อส่งรายงานให้ครบตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำหนด
และที่น่าสนใจกว่านั้น คือผลพลอยได้จากการปั๊ม KPI ทิพย์ยังวิ่งไปถึงการ "สอยงบ" จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ด้วย เพราะ สปสช. จ่ายเงินตามตัวชี้วัดที่บันทึก ยิ่ง KPI ครบ ยิ่งได้งบมาก
ต้นตอจริง ๆ อยู่ที่ห่วงโซ่แรงกดดันจากบนลงล่าง
นพ.สุภัทรอธิบายโครงสร้างปัญหานี้ได้ชัดมาก โดยเปรียบเป็นห่วงโซ่ที่แรงกดดันส่งผ่านจากชั้นบนสุดลงมาเรื่อย ๆ
- รัฐมนตรีสั่งปลัดกระทรวง
- ปลัดสั่งผู้ตรวจราชการ
- ผู้ตรวจสั่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.)
- นพ.สสจ. สั่งผู้อำนวยการโรงพยาบาล (ผอ.รพ.) และสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.)
- ผอ.รพ. และ สสอ. ร่วมกันกดดันลงไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)
และปลายทางของห่วงโซ่นี้คือ เจ้าหน้าที่ รพ.สต. ที่ต้องรับผิดชอบตัวชี้วัดถึง 300 ตัว ลำพังแค่ได้ยินตัวเลขนี้ก็รู้สึกหนักแทนแล้ว
"แรงกดดันก็ไปอยู่ที่เจ้าหน้าที่ รพ.สต. ที่รับผิดชอบ 300 ตัวชี้วัด จะไหวได้ไง การปั๊ม KPI ทิพย์คือทางรอดเดียวที่เหลืออยู่ และเจ้านายก็รู้ หลับตาข้างหนึ่ง ว่า key ทิพย์"
— นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
ความรู้สึกของพี่สยามต่อเรื่องนี้
ถ้าเป็นพี่เองอยู่ในสถานการณ์นั้น มีงาน 300 ชิ้นให้ทำในเวลาที่จำกัด แถมยังโดนทวงทุกวัน ก็คงหาทางออกเดียวกัน ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากคนชั่ว แต่เกิดจากระบบที่ออกแบบมาแบบไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นความเป็นจริง สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันสะสมมานาน แต่ไม่ค่อยมีคนกล้าพูดตรง ๆ แบบนี้
เพราะฉะนั้นที่ นพ.สุภัทรออกมาพูดครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การโพสต์ระบาย แต่คือการส่งสัญญาณว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยน
ทางออกที่เสนอ: ลด KPI 300 ตัว เหลือแค่ 30 ตัว
นพ.สุภัทรไม่ได้แค่วิจารณ์ แต่เสนอทางออกที่เป็นรูปธรรมด้วย และที่น่าสนใจคือ ทำได้เลยโดยไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มแม้แต่บาทเดียว
- สธ. ทบทวนตัวชี้วัดใหม่ ลดจาก 300 ตัว ให้เหลือ ไม่เกิน 30 ตัว ภายใน 30 วัน
- สธ. ประกาศค่านิยมองค์กร เลิกปั๊มผลงานทิพย์ ยืดอกรับความจริงว่างานไหนทำไม่ทันก็คือไม่ทัน
- ส่งทีมเฉพาะกิจหรืองบสนับสนุน แทนการกดดันทุกวัน
- สปสช. ตามจ่ายเฉพาะตัวชี้วัดที่ สธ. กำหนด เพื่อตัดวงจรการปั๊ม KPI เพื่อสอยงบ
นพ.สุภัทรยังฝากความหวังถึง นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะคนรุ่นใหม่ว่าน่าจะเข้าใจปัญหานี้และประชุมด่วนเพื่อแก้ไขโดยเร็ว
กระทบคนไทยอย่างไร ใครได้ ใครเสีย
พี่อยากให้ทุกคนเห็นภาพรวมว่าปัญหานี้ส่งผลต่อใครบ้าง
ผู้เสียหายที่เห็นได้ชัดที่สุด คือประชาชน เพราะข้อมูลสุขภาพที่ไม่ตรงความจริงหมายความว่านโยบายสาธารณสุขที่ออกมาอาจเบี่ยงเบนจากความต้องการจริงของประชาชน เช่น ถ้า KPI บอกว่าการคัดกรองโรคทำได้ครบ 100% แต่ความจริงทำได้แค่ 40% กลุ่มที่ยังไม่ได้รับการดูแลจะถูกมองข้ามไปโดยอัตโนมัติ
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับล่าง โดยเฉพาะคนที่ทำงานใน รพ.สต. คือกลุ่มที่แบกภาระหนักที่สุด แต่ได้รับการพูดถึงน้อยที่สุด ระบบแบบนี้ไม่ได้แค่กดดัน แต่ยังสร้างบรรยากาศที่ทำให้คนทำงานดี ๆ รู้สึกหมดไฟและท้อแท้
งบประมาณสาธารณสุขของประเทศ ก็อาจรั่วไหลโดยไม่จำเป็น เพราะ สปสช. จ่ายเงินตามข้อมูลที่บันทึก ถ้าข้อมูลไม่ตรงความจริง เงินที่จ่ายออกไปก็ไม่ได้ถูกนำไปใช้ตรงจุดที่จำเป็นจริง ๆ
สิ่งที่ต้องจับตาจากนี้
ข้อเสนอของ นพ.สุภัทรฟังดูตรงไปตรงมาและทำได้จริง แต่การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรขนาดใหญ่อย่างกระทรวงสาธารณสุขไม่ใช่เรื่องง่าย คำถามสำคัญที่ต้องติดตามคือ รัฐมนตรีจะรับลูกข้อเสนอนี้หรือไม่ และถ้ารับ จะมีการดำเนินการจริงหรือแค่รับปากแล้วหายไปในกระแสข่าวถัดไป
สิ่งที่พี่อยากให้ทุกคนจำไว้คือ ปัญหาสุขภาพของคนไทยไม่ได้อยู่แค่ในโรงพยาบาล แต่อยู่ในระบบรายงานที่เราอาจไม่เคยเห็น ถ้าตัวเลขที่ส่งขึ้นไปไม่ตรงความจริง นโยบายที่ออกมาก็ไม่ตรงความต้องการเช่นกัน และสุดท้ายคนที่จ่ายราคาของความผิดพลาดนั้นคือประชาชนทุกคน รวมถึงพี่และเพื่อน ๆ ทุกคนด้วย
หวังว่าเสียงของ นพ.สุภัทรครั้งนี้จะไม่ถูกปล่อยให้หายไปในโลกออนไลน์ครับ



