ถ้าคุณเคยไปใช้บริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือโรงพยาบาลรัฐแล้วรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่ดูเร่งรีบ กรอกข้อมูลเยอะมาก หรือบางทีถามข้อมูลซ้ำๆ แบบไม่ค่อยมีความหมาย... นั่นอาจไม่ใช่ความผิดของตัวเจ้าหน้าที่เลยสักนิด
ปัญหาหนึ่งที่คนในวงการแพทย์พูดถึงกันมานานแต่ไม่ค่อยถูกหยิบยกขึ้นมาในพื้นที่สาธารณะ คือเรื่อง ตัวชี้วัด (KPI) ที่ล้นระบบ จนนำไปสู่สิ่งที่เรียกกันว่า "KPI ทิพย์" และนี่คือเรื่องที่กระทบกับสุขภาพของคนไทยทุกคนโดยตรง
KPI ในระบบสาธารณสุขคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
KPI ย่อมาจาก Key Performance Indicator หรือ ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน — ในระบบสาธารณสุข KPI ถูกใช้เพื่อวัดว่าโรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่ทำงานได้ดีแค่ไหน เช่น มีผู้ป่วยเบาหวานได้รับการตรวจ HbA1c กี่เปอร์เซ็นต์ เด็กได้รับวัคซีนครบหรือเปล่า หรือผู้สูงอายุได้รับการประเมินภาวะสมองเสื่อมกี่ราย
หลักการตั้งต้นนั้นดีมาก เพราะมันช่วยให้ระบบมีมาตรฐาน และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สามารถติดตามภาพรวมสุขภาพของประชาชนได้ แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ ตัวชี้วัดมีจำนวนมากเกินกว่าที่เจ้าหน้าที่จะทำได้จริงในเวลาที่มี
ข้อมูลจากการโพสต์ของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท ระบุว่าปัจจุบัน รพ.สต. และโรงพยาบาลรัฐต้องรับผิดชอบตัวชี้วัดมากถึง 300 ตัว — ลองคิดดูนะครับ ถ้าทำวันละ 1 ตัว ก็ใช้เวลาเกือบปีกว่าจะครบ
KPI ทิพย์เกิดขึ้นได้ยังไง
เมื่อปริมาณงานเกินกว่าเวลาและทรัพยากรที่มี แต่แรงกดดันจากสายบังคับบัญชายังคงไหลลงมาไม่หยุด สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของมนุษย์คือ การหาทางออก
กระบวนการกดดันนั้นทำงานแบบนี้: รัฐมนตรีสั่งปลัด → ปลัดสั่งผู้ตรวจ → ผู้ตรวจสั่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด → จนถึงเจ้าหน้าที่ รพ.สต. ที่อยู่ปลายสายโซ่ แต่ต้องแบกรับ KPI ทั้ง 300 ตัว
เมื่อทำไม่ทัน แต่ต้องส่งตัวเลข ก็เกิด "KPI ทิพย์" ขึ้น นั่นคือการบันทึกข้อมูลที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง หรือกรอกตัวเลขให้ครบตามเป้าโดยไม่ได้ทำงานนั้นจริงๆ
"แรงกดดันก็ไปอยู่ที่เจ้าหน้าที่ รพ.สต. ที่รับผิดชอบ 300 ตัวชี้วัด จะไหวได้ไง การปั๊ม KPI ทิพย์คือทางรอดเดียวที่เหลืออยู่" — นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
และที่น่าเป็นห่วงกว่านั้น คือบางครั้งตัวเลข KPI เหล่านี้ถูกนำไปใช้ขอเบิกเงินจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ด้วย ซึ่งหมายถึงงบประมาณสาธารณสุขที่ควรไปถึงประชาชนอาจไม่ได้ถูกใช้ตามวัตถุประสงค์จริงๆ
ผลกระทบที่คนไทยควรรู้
พี่สยามอยากให้ทุกคนเห็นภาพนี้ชัดๆ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องราชการ แต่มันกระทบกับชีวิตเราโดยตรง
- เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหมดแรงกับการกรอกข้อมูล แทนที่จะใช้เวลาดูแลผู้ป่วย เวลาส่วนหนึ่งถูกกลืนไปกับการบันทึกตัวชี้วัดหลายร้อยรายการ
- ข้อมูลสุขภาพระดับชาติอาจคลาดเคลื่อน ถ้า KPI ที่ส่งกระทรวงไม่ตรงกับความเป็นจริง นโยบายสุขภาพที่ออกมาก็อาจออกแบบมาผิดทิศผิดทาง
- งบประมาณสาธารณสุขอาจรั่วไหล เมื่อตัวเลขที่ใช้เบิกเงินไม่ตรงกับบริการที่เกิดขึ้นจริง
- ผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางเสียหายมากสุด ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง หรือคนในพื้นที่ห่างไกลที่พึ่งพา รพ.สต. เป็นหลัก อาจไม่ได้รับการดูแลอย่างที่ควรจะเป็น
ระบบ KPI ที่ดีควรเป็นแบบไหน
พี่สยามไม่ใช่หมอหรือนักบริหารสาธารณสุข แต่พอจะเข้าใจหลักการง่ายๆ ว่า ตัวชี้วัดที่ดีต้องวัดได้จริง ทำได้จริง และสะท้อนผลลัพธ์ที่สำคัญจริงๆ ไม่ใช่แค่ตอบสนองเอกสารราชการ
หลักการที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารองค์กรมักแนะนำคือ KPI ที่ดีควรเป็น SMART:
- Specific — ชัดเจน วัดได้
- Measurable — มีหน่วยวัดที่แท้จริง
- Achievable — บรรลุได้จริงในทรัพยากรที่มี
- Relevant — เกี่ยวข้องกับผลลัพธ์สุขภาพของประชาชนจริงๆ
- Time-bound — มีกรอบเวลาที่สมเหตุสมผล
การลด KPI จาก 300 ตัวเหลือไม่เกิน 30 ตัวตามที่ นพ.สุภัทร เสนอ ฟังดูเป็นทิศทางที่ถูกต้องในหลักการ เพราะมันจะทำให้เจ้าหน้าที่โฟกัสกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ แทนที่จะวิ่งไล่ล่าตัวเลขให้ครบ
เราในฐานะประชาชนทำอะไรได้บ้าง
พี่สยามรู้ว่าหลายคนอ่านถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่า "เรื่องพวกนี้มันใหญ่เกิน เราทำอะไรได้" แต่จริงๆ มีสิ่งเล็กๆ ที่ทำได้ครับ
- ถ้ารู้สึกว่าได้รับบริการไม่ตรงกับที่บันทึกในเอกสาร สามารถขอดูประวัติการรักษาของตัวเองได้ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ
- ให้กำลังใจบุคลากรสาธารณสุข คนส่วนมากทำงานหนักด้วยใจจริง ปัญหาส่วนใหญ่มาจากโครงสร้างระบบ ไม่ใช่ตัวบุคคล
- ติดตามนโยบายสาธารณสุข เราทุกคนเป็นผู้จ่ายภาษีและผู้ใช้บริการ มีสิทธิ์รู้ว่างบสาธารณสุขถูกใช้ไปอย่างไร
มุมมองของพี่สยาม
พูดตรงๆ นะครับ เรื่องนี้ทำให้พี่สยามรู้สึกหนักใจมาก ไม่ใช่เพราะโกรธใครเป็นการส่วนตัว แต่เพราะมันสะท้อนปัญหาที่ฝังรากลึกในระบบราชการไทย นั่นคือวัฒนธรรมของ "ตัวเลขต้องสวยงาม ไม่ว่าความจริงจะเป็นยังไง"
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับล่างหลายคนทุ่มเทจริงๆ แต่ระบบที่บีบให้ต้องเลือกระหว่าง "ทำงานดูแลผู้ป่วย" กับ "กรอกตัวชี้วัดให้ครบ" มันไม่แฟร์กับทั้งเจ้าหน้าที่และกับเราในฐานะผู้ป่วย
และถ้าวันไหนเราหรือคนที่เรารักต้องพึ่งพาระบบสาธารณสุขรัฐ เราก็อยากรู้ว่าตัวเลขที่กระทรวงเห็นนั้น ตรงกับความจริงที่เกิดขึ้น ณ โรงพยาบาลใกล้บ้านเราจริงๆ
หวังว่าการพูดถึงปัญหานี้ในพื้นที่สาธารณะจะเป็นแรงกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้นะครับ เพราะสุขภาพของคนไทยทุกคนสำคัญกว่าตัวเลขในรายงานเสมอ





