ทุกวัน มีคนรวยระดับ 'อัลตร้า' เพิ่มขึ้น 5 คนในภูมิภาคนี้
ลองนึกภาพดูว่า ขณะที่เราตื่นนอน กินข้าวเช้า แล้วนั่งรถไปทำงาน มีคนในภูมิภาคเดียวกับเราจำนวน 5 คนที่กลายเป็น Ultra High Net Worth Individual หรือที่เรียกกันว่า UHNWI (บุคคลที่มีสินทรัพย์สุทธิมากกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,050 ล้านบาทขึ้นไป) เพิ่มขึ้นมาอีก 5 คน ทุกวัน ไม่หยุด
นี่ไม่ใช่ตัวเลขที่แต่งขึ้นมา แต่เป็นการคาดการณ์จากรายงานล่าสุดที่ติดตามการเติบโตของความมั่งคั่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งชี้ว่าภูมิภาคนี้กำลังเข้าสู่ยุคทองของการสร้างความมั่งคั่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ใครคือ 'ผู้นำ' ในการสร้างมหาเศรษฐีรายใหม่?
ตามรายงานจากสำนักข่าว Nikkei Asia อินโดนีเซียและเวียดนามถูกจับตามองว่าเป็นสองประเทศที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่ม UHNWI ในภูมิภาคมากที่สุดในช่วงทศวรรษนี้
เอาอินโดนีเซียก่อน — ประเทศที่มีประชากรกว่า 270 ล้านคน และเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นนิกเกิล ถ่านหิน น้ำมันปาล์ม หรือทองแดง ล้วนเป็นสินค้าที่โลกต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในยุคที่การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดทำให้ความต้องการแร่ธาตุพุ่งสูง นอกจากนี้ ชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วยังสร้างตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่ดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก
ส่วนเวียดนามนั้นโตแบบน่าทึ่งมากในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จในการดึงโรงงานและห่วงโซ่การผลิตออกจากจีนเข้ามาลงทุน บวกกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังคงแข็งแกร่ง ทำให้เกิดผู้ประกอบการและนักธุรกิจหน้าใหม่ที่มั่งคั่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์และเทคโนโลยี
เทคโนโลยีและทรัพยากร: สองเครื่องยนต์หลักของความมั่งคั่ง
ถ้าจะพูดให้ชัดขึ้นว่าความมั่งคั่งเหล่านี้มาจากไหน ก็ต้องพูดถึงสองปัจจัยหลักที่รายงานระบุไว้ ได้แก่ การบูมของภาคเทคโนโลยี และทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์
ด้านเทคโนโลยี — เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีประชากรวัยหนุ่มสาวที่เชี่ยวชาญดิจิทัลมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ตลาด e-commerce (การค้าออนไลน์) FinTech (เทคโนโลยีการเงิน) และ SaaS (ซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการ) ของภูมิภาคนี้ยังคงเติบโตแบบก้าวกระโดด บริษัทสตาร์ทอัปหลายแห่งเติบโตกลายเป็น Unicorn (บริษัทสตาร์ทอัปมูลค่าเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์) และทำให้ผู้ก่อตั้งกลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน
ด้านทรัพยากรธรรมชาติ — ในยุคที่โลกต้องการแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด ประเทศที่ถือครองนิกเกิล ลิเธียม ทองแดง และแร่หายากต่างๆ กลายเป็นผู้ชนะโดยอัตโนมัติ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีทั้งหมดนั้น

ภาพจากชีวิตจริงของ 'คนรวยระดับอัลตร้า'
รายงานของ Nikkei Asia ยกตัวอย่างกรณีของ Febby ผู้ประกอบการชาวอินโดนีเซียที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการค้า เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ของแต่ละวันไปกับการบริหารและขยายความมั่งคั่งส่วนตัว ควบคู่ไปกับการดูแลธุรกิจหลัก ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นว่า "การบริหารความมั่งคั่ง" ไม่ใช่แค่การหาเงิน แต่กลายเป็นงานเต็มเวลาในตัวมันเอง
พี่สยามอ่านถึงตรงนี้แล้วรู้สึกได้เลยว่า ช่องว่างระหว่าง 'คนที่มีเงินทำงานให้' กับ 'คนที่ทำงานเพื่อเงิน' นั้นมันขยายกว้างขึ้นทุกปี คนรวยระดับนี้ไม่ได้แค่มีเงินมากกว่าเรา แต่เขามีระบบ มีที่ปรึกษา มีเครื่องมือ และมีเวลาในการ 'เพิ่มพูน' ความมั่งคั่งที่คนธรรมดาอย่างเราเข้าถึงได้ยากมาก มันทำให้นึกถึงเพื่อนๆ ที่เคยทำงานออฟฟิศด้วยกัน บางคนออกมาทำธุรกิจแล้วมีกิน บางคนยังวนเวียนอยู่กับการขึ้นเงินเดือนปีละนิดหน่อย ชีวิตมันต่างกันแค่ตรงที่ 'ระบบ' ที่แต่ละคนสร้างขึ้นมาให้ตัวเอง

แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนในภาพนี้?
สำหรับคนไทย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศที่น่าสนใจแต่ไม่เกี่ยวกับเรา เพราะมีผลกระทบที่ต้องคิดถึงอย่างน้อยสามมิติ
- ตลาดสินค้าและบริการระดับพรีเมียม: กลุ่ม UHNWI จากอินโดนีเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ จำนวนมากเดินทางมาไทย มาซื้ออสังหาริมทรัพย์ มาใช้บริการสุขภาพระดับสูง และมาท่องเที่ยว การที่มีคนรวยระดับนี้เพิ่มขึ้นในภูมิภาค หมายความว่าโอกาสทางธุรกิจที่รองรับกลุ่มนี้ในไทยก็โตขึ้นด้วย
- การแข่งขันด้านการลงทุน: เงินทุนจากต่างประเทศมักไหลเข้าหาประเทศที่มีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจดี โปร่งใส และมีความมั่นคง ถ้าอินโดนีเซียและเวียดนามเติบโตแบบนี้ได้ ไทยต้องถามตัวเองว่าเราแข่งขันได้หรือเปล่า และเราดึงดูดนักลงทุนระดับ UHNWI ได้เพียงพอไหม
- ราคาอสังหาริมทรัพย์และค่าครองชีพ: เมื่อคนรวยจากภูมิภาคไหลเข้ามาซื้อคอนโดและที่ดินในกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ ย่อมมีผลต่อราคาที่อยู่อาศัยสำหรับคนไทยทั่วไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
ช่องว่างความมั่งคั่ง: โอกาสหรือปัญหาที่รอวันระเบิด?
ตรงนี้ต้องพูดตรงๆ ครับ เพราะตัวเลขที่น่าตื่นเต้นอย่าง "วันละ 5 คนกลายเป็นมหาเศรษฐี" มีอีกด้านหนึ่งที่ต้องมองด้วย นั่นคือความเหลื่อมล้ำ
ข้อมูลจาก Oxfam และองค์กรพัฒนาระหว่างประเทศหลายแห่งชี้ให้เห็นว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งสูงติดอันดับโลก การที่ยอดพีระมิดฐานะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยที่คนส่วนใหญ่ยังอยู่กับความยากลำบากเรื่องค่าครองชีพและรายได้ที่ไม่โต อาจทำให้ช่องว่างนี้กว้างขึ้นไปอีก
ในบริบทของไทย เราเห็นสัญญาณนี้ชัดขึ้นเรื่อยๆ ราคาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่พุ่งสูงจนคนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ยาก ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำยังคงต่ำเมื่อเทียบกับค่าครองชีพจริง นี่คือสิ่งที่ต้องมองคู่ไปกับข่าวดีเรื่องการเติบโตของคนรวยเสมอ
ถ้าอยากได้ประโยชน์จากกระแสนี้ ทำอะไรได้บ้าง?
สำหรับคนไทยทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม UHNWI แต่อยากใช้ประโยชน์จากกระแสนี้ พี่สยามมีข้อแนะนำเบื้องต้นดังนี้
- ลงทุนในทักษะที่คนรวยต้องการ: ที่ปรึกษาการเงิน นักวางแผนภาษี ผู้เชี่ยวชาญด้าน Family Office (การบริหารความมั่งคั่งของตระกูล) หรือนักกฎหมายด้านการลงทุนระหว่างประเทศ ล้วนเป็นอาชีพที่จะมีความต้องการสูงขึ้นเรื่อยๆ
- ธุรกิจ B2B ที่รองรับคนรวย: ไม่ว่าจะเป็นบริการดูแลสุขภาพระดับพรีเมียม ธุรกิจการศึกษาระดับสูง ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่ธุรกิจการท่องเที่ยวแบบ Luxury ล้วนเป็นโอกาสที่โตไปพร้อมกับจำนวน UHNWI ที่เพิ่มขึ้น
- ศึกษาการลงทุนในตลาดภูมิภาค: กองทุนรวม ETF (Exchange Traded Fund หรือกองทุนที่ซื้อขายได้ในตลาดหลักทรัพย์) ที่ลงทุนในตลาดเกิดใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในทางเลือกที่นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงได้ แต่ต้องศึกษาให้รอบคอบก่อนลงทุนทุกครั้ง

มองอนาคต: ภูมิภาคนี้กำลังเปลี่ยนหน้าตา
พี่สยามคิดว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุดในรายงานนี้ไม่ใช่ตัวเลข แต่คือ 'สัญญาณ' ที่มันบอก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเปลี่ยนสถานะจากภูมิภาคที่ 'รับการลงทุน' ไปสู่ภูมิภาคที่ 'ผลิตนักลงทุน' ของตัวเอง และนั่นหมายความว่าอำนาจทางเศรษฐกิจและการตัดสินใจระดับโลกกำลังเคลื่อนมาทางนี้มากขึ้น
สำหรับไทย นี่คือทั้งโอกาสและความท้าทาย โอกาสคือการวางตัวเองให้เป็น Hub ของบริการที่มูลค่าสูง ทั้งสุขภาพ การศึกษา การเงิน และการท่องเที่ยว ซึ่งเราก็มีพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว ส่วนความท้าทายคือการทำให้การเติบโตนี้ไม่ทิ้งคนส่วนใหญ่ไว้ข้างหลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทั้งนโยบายรัฐที่ดี และความตื่นตัวของคนในสังคม
ไม่ว่าเราจะเป็นใครในโครงสร้างนี้ การ 'รู้เท่าทัน' ว่าโลกกำลังไปทางไหน คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดครับ





