มะเร็งไม่ใช่แค่โรคของผู้ใหญ่อีกต่อไปแล้ว
พี่สยามเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินประโยคแบบนี้มาบ้าง "เด็กๆ ยังจะเป็นมะเร็งได้ยังไง?" แต่ความเป็นจริงในปัจจุบันมันไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้วครับ สถิติจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าในแต่ละปีมีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีทั่วโลกป่วยเป็นมะเร็งมากกว่า 400,000 รายต่อปี และตัวเลขนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในหลายประเทศรวมถึงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ที่น่ากังวลกว่านั้น นักวิจัยและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านพบว่า สาเหตุสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องพันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ "พฤติกรรมการกินที่สะสมมาตั้งแต่เด็ก" คือหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในยุคที่อาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยวเข้าถึงเด็กได้ง่ายมาก

ทำไมร่างกายเด็กถึงเสี่ยงกว่าผู้ใหญ่?
ก่อนจะไปดูกันว่าอาหารกลุ่มไหนที่น่ากังวล อยากให้เข้าใจก่อนครับว่าทำไมเด็กถึงได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ใหญ่
เหตุผลหลักก็คือ อวัยวะของเด็กยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะ ตับและไต ซึ่งทำหน้าที่กรองและขับสารพิษออกจากร่างกาย ในเด็กเล็กระบบนี้ยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้สารเคมีที่ปนมากับอาหารสะสมอยู่ในร่างกายได้นานกว่า ยิ่งกินซ้ำๆ ทุกวัน ก็ยิ่งสะสมมาก โดยที่ภายนอกอาจดูปกติ ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เลย
ถ้าเป็นพี่สยามเองนะ ถ้ารู้ตอนเด็กว่าไส้กรอกกับขนมกรุบกรอบที่กินทุกวันมันมีผลแบบนี้ คงหยุดไปนานแล้วครับ แต่ความจริงคือเด็กไม่รู้ และพ่อแม่ก็มักจะไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้มากนัก เพราะไม่เห็นผลในทันที
4 กลุ่มอาหารที่ควรระวังเป็นพิเศษสำหรับเด็ก
1. อาหารทอดและย่างที่อุณหภูมิสูง
ไก่ทอด เฟรนช์ฟรายส์ หมูย่าง ของพวกนี้เมื่อผ่านความร้อนสูงกว่า 200 องศาเซลเซียส จะเกิดสารที่เรียกว่า Benzopyrene (เบนโซไพรีน) ซึ่งองค์กร IARC ขององค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 หมายความว่ามีหลักฐานชัดเจนว่ากระตุ้นการกลายพันธุ์ของเซลล์ในมนุษย์ได้
การกินบ่อยๆ ไม่ว่าจะสัปดาห์ละหลายครั้ง จะค่อยๆ ระคายเคืองเยื่อบุระบบย่อยอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในระยะยาว
2. เนื้อสัตว์แปรรูป — ไส้กรอก เบคอน หมูแฮม อาหารดอง
กลุ่มนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากสำหรับเด็กไทยครับ เพราะไส้กรอกหมูหรือไก่ราคาถูกกลายเป็นอาหารเช้ายอดฮิตในหลายบ้าน อาหารแปรรูปเหล่านี้มักมีสารกันบูดและเกลือในปริมาณสูง เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเปลี่ยนรูปเป็นสาร Nitrosamine (ไนโตรซามีน) ซึ่งมีฤทธิ์ก่อมะเร็งสูงมาก โดยเฉพาะอาจส่งผลต่อระบบสร้างเลือด ซึ่งเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของโรคมะเร็งเม็ดเลือดในเด็ก
WHO เองได้จัดให้เนื้อสัตว์แปรรูปอยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 มาตั้งแต่ปี 2015 แล้วครับ แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบ

3. อาหารที่ขึ้นราหรือหมดอายุ
บางทีเราก็คิดว่า "กินนิดหน่อยคงไม่เป็นไร" หรือ "ตัดส่วนที่ราออกแล้วกินได้" แต่ความจริงคือเชื้อราบนอาหารปล่อยสารพิษที่เรียกว่า Aflatoxin (อะฟลาทอกซิน) ซึ่งซึมเข้าไปในเนื้ออาหารลึกกว่าที่ตาเห็น และมีความเป็นพิษต่อตับสูงมาก แม้จะได้รับในปริมาณเล็กน้อยแต่สะสมต่อเนื่อง
ในประเทศไทย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เคยตรวจพบ Aflatoxin ในถั่ว ข้าวโพด และพริกแห้งหลายตัวอย่างมาก่อน ดังนั้นควรระวังเรื่องอาหารที่เก็บไว้นานโดยเฉพาะในที่ชื้น อย่าให้เด็กกินอาหารที่ดูน่าสงสัยว่าอาจเริ่มบูดหรือขึ้นราแม้เพียงเล็กน้อย
4. ขนมหวานและเครื่องดื่มที่มีสีสันฉูดฉาด
ชานม ลูกอม ขนมขบเคี้ยวสีสดใส กลุ่มนี้อาจดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่น้ำตาลทรายขัดขาวในปริมาณสูงและสีผสมอาหารสังเคราะห์ที่ใช้ในขนมเหล่านี้มีผลสองอย่างที่น่ากังวลสำหรับเด็ก ได้แก่ การทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และการรบกวนสมดุลของฮอร์โมน (Endocrine Disruption) ซึ่งอาจส่งผลต่อพัฒนาการระยะยาว
ร่างกายที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอจะไม่สามารถกำจัดเซลล์ผิดปกติได้ทันการณ์ และนั่นเองที่เปิดทางให้เซลล์มะเร็งแพร่ขยายได้ง่ายขึ้น
แล้วควรทำอะไรแทน?
พี่สยามไม่ได้บอกว่าต้องให้ลูกกินแต่ผักต้มน้ำเปล่านะครับ ชีวิตจริงมันไม่ได้สมบูรณ์แบบแบบนั้น แต่มีหลักการง่ายๆ ที่ทำได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนชีวิตทั้งหมดในคืนเดียว
- เลือกวัตถุดิบสด แทนอาหารสำเร็จรูป — ผลไม้สด โยเกิร์ตไม่หวาน ถั่วที่ไม่ผ่านการปรุงเค็ม เป็นทางเลือกที่ดีกว่าขนมกล่องที่วางขายตามร้านสะดวกซื้อ
- ปรุงอาหารด้วยวิธีนึ่งหรือต้มแทนการทอด — ลดการสัมผัสกับไขมันและความร้อนสูงที่ทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง
- หลักการ "น้อยเกลือ น้อยน้ำตาล ไม่มีผงชูรส" — ปรับทีละนิด ไม่ต้องเข้มงวดจนเกินไปในช่วงแรก
- ไม่เก็บอาหารเหลือไว้นานเกินไป — อาหารที่อยู่ในตู้เย็นนานหลายวันหรืออาหารที่ดูน่าสงสัยควรทิ้ง ไม่ใช่ประหยัดแล้วเอามาให้เด็กกิน
- พาเด็กตรวจสุขภาพประจำปี — อย่ารอให้มีอาการก่อนถึงไปพบแพทย์ การตรวจเลือด ตับ ไต และระบบย่อยอาหารปีละครั้งช่วยจับความผิดปกติได้เร็ว
"สุขภาพของลูกไม่ได้เริ่มต้นที่โรงพยาบาล แต่เริ่มต้นที่โต๊ะอาหารในบ้านของเราเอง"
มุมมองพี่สยาม: เรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด
พี่สยามอยากพูดตรงๆ ครับว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของครอบครัวที่มีลูก เพราะวันหนึ่งเราทุกคนก็อาจมีบทบาทที่เกี่ยวข้องกับเด็กๆ รอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นหลาน น้อง หรือเด็กในชุมชนที่เราอยู่ และสิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับเด็กไทยก็คือ อาหารเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้หายากหรือแพงเลย มันถูก มันหาง่าย มันอยู่หน้าโรงเรียน อยู่ในร้านสะดวกซื้อ อยู่ในเมนูอาหารเช้าของหลายบ้าน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความรักที่พ่อแม่มีให้ลูก แต่อยู่ที่ข้อมูลที่ยังไม่ถึงมือผู้ปกครองมากพอ บทความนี้จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งต่อข้อมูลนี้ออกไปครับ
ถ้าคุณมีลูก มีหลาน หรือดูแลเด็กอยู่ ลองชวนกันมาทบทวนเมนูอาหารในบ้านสักหน่อยนะครับ ไม่ต้องเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน แค่เริ่มลดทีละอย่างก็พอ เพราะสุขภาพดีในวันนี้ คือการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตของเด็กคนหนึ่ง
ข้อมูลในบทความนี้เรียบเรียงจากรายงานของ PHUNUTODAY และอ้างอิงข้อมูลเพิ่มเติมจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และ IARC (International Agency for Research on Cancer)





